เปลี่ยนวันเด็กให้ลูกเป็น “ผู้ให้” ไม่ใช่ “ผู้ได้” กันเถอะ

เขียนโดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน วันที่ . ฮิต: 1723

570108child 1

เคยตั้งคำถามกันมั้ยคะว่าทำไมวันเด็ก เราต้องพาเด็กไปเที่ยว


คำ ตอบแบบคนรักเด็กก็ต้องบอก ว่า ก็วันเด็กแห่งชาติ เป็นวันที่เด็กควรจะได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ เป็นการส่งเสริมให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของเด็กๆ ไงล่ะ
แต่ในความเป็นจริงล่ะ !!

วัน เด็กเป็นวันที่พ่อแม่เห็นความสำคัญของลูกจริงๆ แหละ ตั้งหน้าตั้งตาต้องพาลูกไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่ง ส่วนใหญ่จะไปสถานที่ที่มีการจัดงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นภาครัฐจัด เพราะงานจะใหญ่และเปิดสถานที่ราชการสำคัญๆ ให้เด็กๆ ได้เข้าไปเยี่ยมชม พร้อมทั้งมีกิจกรรมพิเศษมากมาย

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า วันเด็กในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นวันเด็กในยุคการตลาดนำ ทำให้รูปแบบของกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงไป

ด้วย บรรดาบริษัท ห้างร้าน หรือผู้ประกอบการจำนวนมากก็ใช้วันเด็กในการทำแผนการตลาด หรือชูกลยุทธ์ทางการตลาดแฝงเป็นเป้าหมายมากกว่าที่จะทำกิจกรรมเพื่อเด็ก อย่างแท้จริง

สถานที่ส่วนใหญ่ก็แข่งกันจัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อดึงดูดให้พ่อแม่พาเด็กๆ ไปร่วมกิจกรรมวันเด็กของหน่วยงานหรือองค์กรของตน จึงมีการประชาสัมพันธ์โปรโมตกันสุดฤทธิ์

เมื่อลองพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าเป้าหมายของการให้ความสำคัญของผู้ใหญ่ในวันเด็กก็คือ การพาเด็กไปเที่ยวในสถานที่พิเศษ

พ่อแม่ก็ถูกกระตุ้นด้วยต่อมความอยากในการพาลูกเที่ยวงานวันเด็ก ก็ต้องพยายามคัดสรรว่า จะพาลูกไปเที่ยวงานวันเด็กที่ไหนดี และด้วยการประชาสัมพันธ์ที่จูงใจ ทำให้มีตัวเลือกมากมาย ก็เริ่มทำให้พ่อแม่มีวิธีคิดว่าไปที่ไหน “คุ้ม” ในรูปแบบวัตถุมากกว่าที่จะคิดว่าไปที่ไหน “คุ้ม” กับการเรียนรู้ของลูก

เรียกว่าที่ไหนแจกของเยอะ ก็มักจะพาไปที่นั่น พ่อแม่บางคนถึงขั้นบริหารจัดการให้ลูกไปเที่ยวงานวันเด็กหลายแห่งอีกต่างหาก ไปช่วงเช้าแห่งหนึ่ง ช่วงบ่ายอีกแห่งหนึ่ง และไปจบช่วงเย็นอีกแห่งหนึ่ง


ค่านิยมของคนเป็นพ่อแม่เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีต่อวันเด็กคืออยากพาลูกไปเที่ยว ก็เพิ่มไปว่าพาลูกไปเล่น หรือไปรับของแจกที่ไหนดี

จริงอยู่เด็กควรได้รับความสำคัญ และวันเด็กก็เป็นสัญลักษณ์ที่ต้องการให้ผู้ใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับเด็ก แต่ปัญหาอยู่ที่รูปแบบของวันเด็กมากกว่า ว่า เราให้ความสำคัญกับเด็กหรือเรากำลังทำร้ายเด็กกันแน่..!!

วันเด็กในบ้านเราคือการให้ความสำคัญกับเด็ก บรรดาผู้ใหญ่ทุกวงการต่างก็ต้องการแจกของเด็ก ให้เด็กเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาร้านค้าที่ต้องการเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ก็จะขนสินค้ามาแจกเด็กกันมากมาย

ใช่หรือไม่...ที่เด็กบ้านเรายุคนี้เรียนรู้ว่าวันเด็กคือวันที่เขา ต้องได้อะไรพิเศษ อยากได้อะไรก็ได้ ได้กิน ได้เล่น ได้ของ ได้..ฯลฯ

และสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เต็มๆ ก็คือความพิเศษ และการเรียนรู้การเป็น “ผู้ได้” หรือ “ผู้รับ” !!

ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดและปรับค่านิยม โดยมีเด็กเป็นตัวตั้งเหมือนเดิม มีความพิเศษเหมือนเดิม เพียงแต่เป็นการฝึกให้เด็กได้เป็น “ผู้ให้” บ้างล่ะ ฝึกให้เด็กเรียนรู้คุณค่าจากด้านใน ให้วันเด็กเป็นวันพิเศษสำหรับการให้เด็กได้เรียนรู้ หรือการเป็น “ผู้ให้” มากกว่าเป็น “ผู้ได้” ล่ะ

ลองจินตนาการเปลี่ยนรูปแบบวันเด็กเป็น….
หนึ่ง ลองเปลี่ยนจากการที่ต้องให้ลูกไปรับของแจก มาเป็นการให้เขาเอาของเล่นที่มีอยู่สภาพดี แต่ไม่ค่อยได้เล่นแล้ว และนำไปให้เด็กที่ด้อยโอกาสกว่าล่ะ คุณว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร และเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง


สอง ลองเปลี่ยนจากการเล่นเกมเพื่อชนะ มาเป็นเกมที่สอดแทรกเรื่องความมีน้ำใจ เรื่องความอดทน หรือเสียสละ หรือทักษะชีวิตในด้านที่เด็กพึงมีล่ะ คุณว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร และเขาได้เรียนรู้อะไร


สาม ลองสร้างหรือส่งเสริมกิจกรรมที่เน้นเรื่องพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน หรือส่งต่อสิ่งดีๆ ให้เขาได้รู้จักคิดถึงคนอื่นล่ะ คุณว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร และเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง

แน่นอนค่ะ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเกิดความภูมิใจ เกิดความรู้สึกดีกับตัวเอง มีความสุขที่ได้เรียนรู้จักการให้ผู้อื่น และเขายังได้เกิดความภาคภูมิใจว่าเขาเป็นเด็กที่มีความสามารถ มีศักยภาพ หรือมีคุณค่า

ทั้งยังเป็นการสอนเรื่องจิตอาสาให้กับลูกด้วย ยิ่งยุคนี้เด็กๆ เติบโตขึ้นไปท่ามกลางการมีตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเท่าไร ผู้ใหญ่ยุคนี้ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญและใส่ใจกับเรื่องการส่งเสริมให้ เด็กมีจิตอาสามากขึ้นเรื่อยๆ


การให้ลูกได้เรียนรู้จักการเป็น “ผู้ให้” เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกเรื่องการมีจิตอาสา ซึ่งพ่อแม่ควรปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก เริ่มได้จากชีวิตประจำวันนี่แหละค่ะ

จากนั้นก็มีการพัฒนาเรื่องจิตอาสาเป็นลำดับ ดังนี้

ลำดับแรก จิตอาสาส่วนตน
ควรฝึกให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเอง รับประทานอาหารเอง แต่งตัวเอง หรือสอนให้รู้จักทำความสะอาดร่างกายของตัวเอง จะทำให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ เกิดความภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและรู้สึกดีกับตัวเอง ที่สำคัญการที่ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การช่วยเหลือคน อื่นต่อไป


ลำดับที่สอง จิตอาสาในบ้าน
ควรสอนให้ลูกรู้บทบาทของตัวเอง และความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อแม่สามารถทำได้ด้วยการให้ลูกช่วยเหลืองานในบ้านเล็กๆ น้อยๆ เช่น ให้ช่วยกวาดบ้าน ช่วยจัดโต๊ะอาหาร ช่วยรดน้ำต้นไม้ ช่วยเก็บของ หรือถ้าเขามีน้อง พ่อแม่ก็อาจมอบหมายให้เขาช่วยดูแลน้อง หรือช่วยเหลือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้ตามวัยอย่างเหมาะสม

ลำดับที่สาม จิตอาสาในชุมชน
จิตอาสานอกบ้านสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ลูกเริ่มปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น บ้างแล้ว พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้จักแบ่งปัน ให้ลูกได้เล่นกับผู้อื่น เพื่อที่จะได้เรียนรู้การแบ่งของเล่นให้เพื่อน หรืออาจชวนลูกไม่ให้ดูดายในรอบบริเวณที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแถวบ้าน หรือที่โรงเรียน เมื่อเห็นขยะก็ชวนลูกเก็บให้เป็นที่เป็นทาง รักษาสมบัติสาธารณะฯลฯ


ลำดับที่สี่ จิตอาสาในสังคม
เมื่อลูกได้เรียนรู้ผ่านมาทั้ง 3 ลำดับแล้ว เท่ากับเป็นการพัฒนาระดับจิตอาสาของลูกเพื่อเข้าสู่ระดับที่ 4 ได้
ง่าย และอยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ฉะนั้น พ่อแม่ควรชี้ให้ลูกเห็นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นแค่ไหน คนที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีความสุขอย่างไร เพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้เห็นเป็นรูปธรรมว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเกิดผลดีต่อผู้ อื่นอย่างไร


แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแบบอย่างของพ่อแม่ อยากได้ลูกไม้ใต้ต้น ต้องหมั่นดูแลและรักษาต้นไม้ครอบครัวให้ดีค่ะ


ฝึกให้ลูกเป็น “ผู้ให้” ไม่ใช่ “ผู้ได้” กันเถอะค่ะ

คอลัมน์ พ่อแม่ลูกปลูกรัก โดยสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

พิมพ์