เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจหยุดใช้ความรุนแรง

save child
พ่อแม่ส่วนใหญ่มักถูกปลูกฝังด้วยคำพังเพยโบราณว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็นวิธีอบรมสั่งสอนลูกที่ถูกต้อง พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงยังใช้ “ด้านลบ” ในการเลี้ยงดูลูก ไม่ว่าจะเป็นทางวาจา (ดุด่า ตะคอก ตะโกน) ทางจิตใจ (ข่มขู่ให้หวาดกลัว ดูถูก เปรียบเทียบ เพิกเฉย) หรือทางการกระทำ (เฆี่ยนตี หยิก) วิธีการเหล่านี้แม้จะดูเหมือนว่าได้ผลดีในระยะสั้น

คือลูกอาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่ง แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างความวิตกกังวลหรือโกรธให้กับลูก และในระยะยาวจะทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูก ทำให้ลูกยิ่งดื้อหรือต่อต้านมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ทั้งที่ความจริงการใช้ “ด้านบวก” ในการอบรมสั่งสอนนี่เองที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีกำลังใจในการใช้ ชีวิต มีความมั่นใจในตนเอง รู้จักใช้เหตุผล เคารพผู้อื่น รู้สึกมีคุณค่า รู้สึกเป็นที่รัก นำไปสู่ชีวิตที่มีจิตใจเข้มแข็ง กระตือรือร้น และพากเพียรที่จะเรียนรู้อย่างแท้จริง

Confidence ให้ความมั่นใจ

เปลี่ยนจากการใช้วิธี “จับผิด” มองหาแต่ส่วนบกพร่อง มาเป็นการ “จับถูก” มองหาสิ่งดี เมื่อเห็นลูกทำได้ดีก็แสดงความชื่นชม เมื่อลูกผิดพลาดก็ให้กำลังใจไม่ซ้ำเติม เด็กจะมั่นใจ และภูมิใจในตนเองมากขึ้น

Trust ให้ความไว้ใจ

ไม่ตัดสินใจแทนลูกตลอดเวลา แต่ช่วยให้ลูกได้คิดหาทางเลือกต่างๆ ในการแก้ปัญหาอย่างฉลาด รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่เขาอยากทำในบางเรื่อง เพื่อให้เขาได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่เชื่อมั่นใจตนเอง

Understanding ให้ความเข้าใจ

พยายามเข้าใจสถานการณ์จากมุมมองของลูก และหาวิธีต่อรองตกลงกับลูกโดยไม่บังคับ เช่น หากลูกวัยรุ่นกลับบ้านดึกเกินเวลาแทนที่จะดุด่า โมโห อาจแสดงให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่เป็นห่วง ขอฟังเหตุผล แสดงความเข้าใจ แล้วช่วยลูกคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่มีปัญหาแบบนี้อีก

Empathy ให้ความเห็นใจ

รู้จักเข้าถึงความคิดและความรู้สึกของลูก ลองมองสถานการณ์จากมุมมองของลูก เพราะเด็กทุกคนก็คือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความคิดและความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป เราจึงควรปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติ และเคารพในศักดิ์ศรีของลูก เสมือนเขาคือผู้ใหญ่คนหนึ่งเช่นกัน

ข้อมูลจาก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

พิมพ์อีเมล