พลังเขียน-อ่าน...สร้างชาติเกาหลี

พลังเขียน-อ่าน...สร้างชาติเกาหลี


ช่วง ต้นเดือนสิงหาคมมีโอกาสได้ไปทำงานในประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างรวด เร็ว จนทำให้ประชาคมโลกต้องจับตามองด้วยความทึ่งอย่างเกาหลีใต้

เพราะ จากประเทศที่ต้องเผชิญกับสงครามทั้งจากภายในและภายนอก เกาหลีใต้กลับใช้ระยะเวลาเพียง 30 กว่าปีเท่านั้น กับการทะยานสู่กลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าและมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่ายุทธวิธีแทรกซึมด้วยการส่งออกทางวัฒนธรรม เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ผลักดันให้ความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลเพียงภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่บ้านเราติดกันงอมแงม นั่นก็ทำให้ทัวร์เกาหลีใต้ฮ็อตฮิตไม่เลิกรา แถมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งแอลจี ซัมซุงที่ปรากฏในแทบทุกฉาก ก็กลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ เมื่อคิดจะซื้อ

จากสภาวะบ้านเมืองที่บอบช้ำจนยากจะบรรยาย เกาหลีใต้มีวันนี้ได้อย่างไร

แม้ จะมีผลวิจัยถึงประเด็นข้างต้นมากมาย แต่สิบปากว่าคงไม่เท่าตาเห็น เพราะเกือบอาทิตย์ที่ใช้ชีวิตที่นั่น สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ คนเกาหลีใต้ใช้ทุกช่วงเวลาว่างอ่านหนังสือ จะนั่งในรถไฟฟ้า ร้านกาแฟ ป้ายรถเมล์ แทบทุกคนจะมีหนังสืออยู่ในมือ ยิ่งเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้านหนังสือใหญ่ๆ ข้อสงสัยก็ยิ่งแจ่มชัด เพราะแต่ละคนจะคล้องตะกร้าใบใหญ่ไว้ที่แขน และเลือกซื้อหนังสือราวกับกำลังซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต

"วัฒนธรรมการอ่านของเกาหลีใต้เข้มแข็งมากครับ และแน่นอนการอ่านย่อมส่งผลถึงสติปัญญา ซึ่งปัญญาก็คือพลังในการพัฒนาประเทศ"

ยุ น จีควอน ผู้อำนวยการสถาบันการแปลวรรณกรรมเกาหลี (korea Literture Translation Institute) อธิบายให้เห็นถึงรากฐานของสิ่งที่สร้างเกาหลีใต้ให้มีและเป็นในวันนี้ ก่อนที่จะบอกอีกว่าพื้นฐานทั้งหมดได้รับอิทธิพลจากความเชื่อและความศรัทธา ที่สั่งสมมา เพราะทุกคนยึดหลักขงจื๊อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งขงจื๊อจะสอนสั่งให้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา และยกย่องผู้มีสติปัญญามีความสามารถทางการขีดเขียนหรือบุ๋น ซึ่งความเชื่อที่ว่าก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

เห็นชัดๆ จากการสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

"เรา บังคับให้เด็กอ่านวรรณกรรมหนักๆ ทั้งของต่างประเทศและในประเทศเป็นหนังสือนอกเวลาตั้งแต่เด็ก แล้วถ้าคุณอยากเข้าเรียนต่อไม่ว่าจะคณะไหนก็ตามในมหาวิทยาลัยดีๆ ดังๆ นอกจากตำราเรียนแล้วคุณยิ่งต้องขยันอ่านวรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและบทกวีด้วย โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีรายชื่อหนังสือที่ต้องอ่านมาให้ 5 เล่ม เพราะในการสอบจะมีการเขียนเรียงความในหัวข้อวิจารณ์วรรณกรรม 1 ใน 5 เล่มนั้น ซึ่งทางกระทรวงจะกำหนดเองว่าเป็นเรื่องไหน นั่นล่ะแสดงได้ถึงความครุ่นคิดและความลึกซึ้งในมุมมองของแต่ละบุคคล"

แล้วอย่างหนังสือโรแมนติคหวานใสจากเกาหลีใต้ ที่แปลกันเกลื่อนแผงหนังสือบ้านเราล่ะ มาจากไหนกัน

"คนเกาหลีก็อ่าน" ยุน จีควอน พยักหน้ายอมรับ แต่อธิบายต่อมาว่า

" แต่ส่วนใหญ่เรื่องราวตรงนั้นจะมาจากอินเตอร์เน็ต ไม่ค่อยพิมพ์เผยแพร่มากนัก ซึ่งกลุ่มคนอ่านจะเป็นเด็กๆ มัธยม แต่พอโตขึ้นก็จะเปลี่ยนความสนใจ และมีการพัฒนาการอ่านไปเรื่อยๆ"

ฟังแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจ เมื่อนึกถึงสังคมการอ่านของบ้านเรา

และ เมื่อประกอบกับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลซึ่งเชื่อมั่นในพลังของ ปัญญาของทรัพยากรมนุษย์ ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชาติทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม สภาวะการอ่าน-การเขียนก็ยิ่งเข้มแข็งมั่นคง

นอกจากการพยายามทำทุก วิถีทางเพื่อให้ต้นทุนการผลิตหนังสือต่ำ จนราคาหนังสือเมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้วถือว่าถูกมาก และมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมการพิมพ์ของเกาหลีติด 1 ใน 10 ของโลก ทั้งที่เป็นประเทศเล็กนิดเดียวแล้วนั้น

สถาบันการแปลวรรณกรรมเกาหลี (Korea Literture Translation Institute - KLTI) หน่วยงานหนึ่งในกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว,องค์กร The Arts Council Korea,รวมถึง Publisher Vilaage ณ เมืองพาจู ซึ่งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในภาคเอกชนได้รวมตัวกันก่อตั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สำคัญ

"KLTI ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2001 โดยรัฐบาลเกาหลี จุดประสงค์หลักๆ เลยคือส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานของนักเขียนและกวีชาวเกาหลีใต้ออกสู่สังคมโลก โดยมีการสนับสนุน 2 ทาง ทางแรกคือ นักเขียนต้องเขียนคำร้องมาที่สถาบันโดยอธิบายถึงผลงานอย่างละเอียด ก็จะให้งบประมาณสำหรับตีพิมพ์และการแปล

อีกทางคือ ถ้านักเขียนนำผลงานที่ตีพิมพ์แล้วมานำเสนอ เราก็จะนำไปพิมพ์ขายทั่วโลก ซึ่งทั้งสองทางจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้วชาญทาง วรรณกรรม ผู้วชาญด้านการแปล และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาจากคุณค่าในด้านต่างของผลงาน"
ยุน จีควอนกล่าวยิ้มๆ

KLTI ตั้งเป้าหมายว่าในแต่ละปีจะต้องแปลอย่างน้อย 50 เล่ม ใน 28 ภาษาทั่วโลก ซึ่งในปีนี้ก็รวมถึง ทะเลและผีเสื้อ จากนานมีบุ๊คส์ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นคัดสรรกว่า 12 เรื่อง ผลงานนักเขียนมือรางวัลระดับชาติของเกาหลี ที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนเกาหลีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม นับตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งขณะนี้แปลไปแล้วถึง 5 ภาษา

เท่ากับว่า 8 ปีที่ผ่านมา มีวรรณกรรมจากเกาหลีเผยแพร่ทั่วโลกเกือบ 400 เล่ม! ซึ่งยุน จีควอน มองว่า ความแพร่หลายนี้เป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ โค อึน กวีที่โด่งดังที่สุด และ ฮวังซอกยอน เจ้าของผลงาน กลับบ้านเกิดที่ซัมโพ่ ในทะเลและผีเสื้อได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

อีก หนึ่งองค์กรของรัฐบาล The Arts Council Korea มีหน้าที่สนับสนุนนักเขียนให้สร้างงานวรรณกรรมได้อย่างไม่ต้องกังวลถึง เรื่องค่าครองชีพ เพราะนอกจากสำนักพิมพ์จะจ่ายค่าเรื่องให้แล้ว หาก องค์กรพิจารณาแล้วเห็นว่าผลงานมีคุณค่า เป็นนักเขียนที่มีความสามารถก็จะจ่ายเงินสนับสนุนทุกๆ 3 เดือน เพื่อเสริมแรงกายแรงใจในการสร้างงานต่อไป

ยุน จีควอน ยังบอกอีกด้วยว่า ยอดขายโดยเฉลี่ยของวรรณกรรมเกาหลีจะอยู่ที่ประมาณแสนเล่ม และถ้าเป็นนักเขียนชื่อดังละก็ล้านเล่มก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น !

ยิ่งคุยยิ่งยากที่จะไม่คิดย้อนเปรียบเทียบกับสังคมไทย โดยเฉพาะถ้ารากฐานหนึ่งของการพัฒนาและสร้างชาติมาจากการเขียน-อ่านจริง

ทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหา งานวิจัยที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละกี่บรรทัดก็วาบมาในหัว พร้อมกับปลดปลงในใจ ที่เป็นอย่างนี้อย่าโทษใคร นอกจากตัวเอง

ที่มา มติชน (13ก.ย.52)