ผลวิจัยระบุละครไทยสุดเน่า ดึงเงินเข้ากระเป๋าผู้ผลิต (50)

ผลวิจัยระบุละครไทยสุดเน่า ดึงเงินเข้ากระเป๋าผู้ผลิต

นักวิชาการระบุ ผลวิจัยพบว่าละครไทยตบจูบ ความสัมพันธ์ชู้สาว รวมถึงการนอกใจ สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้ผู้จัด ส่วนช่อง 3, 7 เวลาละครคือเวลาทองนำหน้าข่าว เชื่อจัดเรตติ้งละครทำยาก เหตุงบโฆษณา 280 ล้านต่อเดือน ส่วน “จิตแพทย์เด็ก” ชี้ เด็กเชื่อภาพที่เห็นมากกว่าการเตือน ด้านนักเขียนเซ็ง บทถูกดัดแปลงให้รุนแรง วอนผู้จัดนึกถึงเด็ก

โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ : วันนี้ (5 ก.ค.50) เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กจัดเสวนาเรื่อง “ละครไทย ให้อะไรกับสังคม (ยุงชุมหรือรอยหยักในสมอง)?” เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับสื่อของเด็กให้มีคุณภาพมาก ขึ้น โดยมีเครือข่ายผู้บริโภค และเครือข่ายผู้ผลิตสื่อเพื่อเด็กเข้าร่วมเสวนากว่า 100 คน
ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงผลงานวิจัยเรื่อง “รู้เท่าทัน ละครไทย” โดยศึกษาจากละคร 150 เรื่อง พบว่า ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความรุนแรง การกดขี่ทางเพศ ชู้สาว การนอกใจ การมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม และการทิ้งลูก สะท้อนภาพสังคมที่มักยกย่องคนมีฐานะทางสังคมสูง ยกย่องคนรวย โดยให้ตัวละครทำทุกอย่างเพื่อให้ร่ำรวย

“ความ รุนแรงถูกแทรกในละคร ทำให้สังคมมองการใช้กำลัง การทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก เป็นเรื่องที่ทำได้ด้วยความชอบธรรม หรือลูกต้องแสดงความกตัญญูโดยแต่งงานกับคนที่พ่อแม่หาให้ ซึ่งมักเป็นคนรวย หรือมีชาติกำเนิดดี เรื่องเหล่านี้ทำให้คนในสังคมคิดแบบอื่นไม่ได้ นอกจากการใช้ความรุนแรง หรือทำอะไรก็ได้ เพื่อให้มีหน้ามีตา มีฐานะทางสังคม ละครไทยควรจัดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชม ประกอบกับบางสถานีมีสัดส่วนละครสูงมาก โดยช่อง 7 มีเวลาละคร 38.2%  ข่าว 20.8% ช่อง 3 ละคร 27.8% ข่าว 26.4% ขณะที่ช่อง 5  ละคร 3.8% ข่าว 25.4% ช่อง 9 ละคร 2% ข่าว 11.4% หากเป็นละครที่มีเนื้อหารุนแรงไม่ควรอากาศในเวลาที่เด็กส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์ แต่เชื่อว่าคงมีอุปสรรค เพราะเคยมีการคำนวณเม็ดเงินค่าโฆษณาช่วงเวลาละครพบว่าสูงถึง 280 ล้านบาทต่อเดือน จึงอยากเรียกร้องให้ลดเนื้อหาในส่วนที่มีความรุนแรงลงบ้าง เนื่องจากผู้ชมมีความหลากหลาย” ผศ.ดร.พรทิพย์ กล่าว

ด้าน พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์เด็ก ให้ความเห็นว่า การเสนอเรื่องความรุนแรงและเรื่องเพศเป็นภาพเคลื่อนไหวซ้ำไปซ้ำมา และมีเนื้อหาเกินกว่าวิจารณญาณของเด็กจะทำให้เกิดความก้าวร้าว โดยเด็กวัยเรียน อายุ 6-12 ปี เป็นวัยอยากรู้อยากเห็น อยากเลียนแบบ หากปล่อยให้เด็กรับความรุนแรงหรือเรื่องเพศโดยไม่แนะนำ จะทำให้มีค่านิยมและพฤติกรรมไม่ถูกต้องและเปลี่ยนแปลงได้ยาก ส่วนวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี สามารถกลั่นกรอง แยกแยะข้อมูลได้บางส่วน แต่วัยนี้ต้องการเป็นเหมือนผู้ใหญ่

จึง จะเลียนแบบพฤติกรรมที่คิดว่าทำให้ตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ยังไม่คำนึงถึง ความรับผิดชอบที่จะตามมาโดยเฉพาะเรื่องทางเพศ ทำให้เกิดปัญหามากมาย “สื่อ ควรจัดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเสนอ โดยคิดถึงเด็กด้วย เพราะแม้เนื้อหาบางอย่างพ่อแม่จะให้คำแนะนำ แต่หากรุนแรงเกินไป ถึงจะอธิบายเด็กก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เนื่องจากจะเชื่อภาพที่เห็นมากกว่า จึงควรปรับเวลาเสนอละครสำหรับผู้ใหญ่ เช่น ละคร หรือรายการที่ใช้ตัวอักษร “น” ควรอยู่หลังเวลา 20.00 น. ส่วนรายการที่ใช้ตัวอักษร “ฉ” ควรนำมาออกอากาศหลังเวลา  22.00 น. เพราะช่วงหลัง 22.00 น. เด็กวัยรุ่นยังดูทีวีอยู่ ซึ่งพวกเขาสามารถกรองเนื้อหาได้บางส่วนโดยมีผู้ปกครองแนะนำ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผู้ผลิตควรคำนึงถึงเยาวชนด้วย” พญ.พรรณพิมล กล่าว

ส่วน นางชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การนำเสนอละครผู้จัดมักทำตามกระแสมากกว่าผลกระทบของเด็กและเยาวชน ทั้งที่ทุกคนทราบดี แต่ไม่มีใครพร้อมแก้ปัญหา หากจะแก้ไขความรุนแรง ทุกคนต้องมีจิตสำนึกก่อน การเสนอภาพเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลและผลกระทบรุนแรง ไม่ควรนำพฤติกรรมผิดๆ ความรุนแรง และการโกหกมาเสนอจนกลายเป็นเรื่องปกติ ควรมีการนำเสนอเนื้อหาละครที่หลาก หลายให้ผู้ชมมีโอกาสเลือกรับ ซึ่งบทประพันธ์หลายเรื่องไม่ได้มีความรุนแรง แต่ก็ถูกนำมาดัดแปลง

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่การจัดเสวนาในครั้งนี้ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชน และเครือข่ายผู้ผลิตรายการเพื่อเด็กหวังว่า จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกคน และตระหนักถึงความสำคัญในการรับสื่อเพื่อเด็กมากขึ้น

แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน(สสย.)