๒๐ ข้อความรู้เกี่ยวกับระบบเรตติ้งรายการโทรทัศน์ (50)

๒๐ ข้อความรู้เกี่ยวกับระบบเรตติ้งรายการโทรทัศน์

โดย (๑) อาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ผู้เรียบเรียง
(๒) รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ที่ปรึกษา
(๓) พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ที่ปรึกษา
(๔) ทพ.กฤษฎา เหลืองอารีย์รัตน์ รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษา และ
(๕) นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

๑. ทำไมต้องจัดเรตติ้ง

การ จัดเรตติ้งมีมานานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ที่เราจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์ไม่ได้เลียนแบบต่างประเทศ แต่ในสภาพปัจจุบัน พบว่า เพื่อความอยู่รอดของรายการโทรทัศน์ ผู้ผลิตขึ้นจำเป็นที่จะต้องทำให้รายการน่าสนใจเพื่อให้มีผู้ชมรายการมาก ส่งผลให้รายการมีโฆษณาและผู้สนับสนุนมาก นั่นหมายความว่า รายการนั้นจะสามารถอยู่รอดในผังรายการของสถานีโทรทัศน์ได้ รายการเหล่านั้น จึงเน้นความบันเทิงมากกว่าสาระที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะรายการที่มีเนื้อหารุนแรงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ภาษา โดยเฉพาะพฤติกรรมและความรุนแรง ประกอบกับ ผลการสำรวจภาคสนามที่ระบุว่า เด็ก เยาวชนใช้เวลาในการดูโทรทัศน์เฉลี่ยวันละ ๓ ชั่วโมง และเพิ่มเป็น ๕ ชั่วโมงในวันเสาร์และอาทิตย์ และรายการโทรทัศน์เหล่านี้เองส่งผลต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ให้กับผู้ชม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กในช่วงอายุ แรกเกิด ถึง ๑๓ ปี ซึ่งยังมีวิจารณญานน้อย ไม่สามารถแยกแยะบทบาทจริงกับบทบาทสมมุติได้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า เด็ก เยาวชนไทยกำลังเผชิญหน้ากับการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากสื่อ โทรทัศน์มากขึ้นทุกขณะ โอกาสในการสร้างความฉลาดทางปัญญา จึงถูกทำลายไปพร้อมกับการดูโทรทัศน์ ดังนั้นจึงถึงเวลาที่จะต้องมาจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ให้มีความ ชัดเจน

๒ เรตติ้งคืออะไร ?

การ จัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ หรือ ที่เรียกสั้นๆว่า เรตติ้ง นั้น มีเป้าหมายหลักอยู่ ๒ เรื่อง นั่นคือ  หนึ่ง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือของผู้ปกครองในการเลือกรับรายการโทรทัศน์ให้กับบุตร หลาน สอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดรายการโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์ที่ มีคุณภาพและปริมาณที่มากขึ้น
ดังนั้น เรตติ้งจึงประกอบด้วย ๒ ระบบ คือ ระบบการจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุของผู้ชม ว่ารายการโทรทัศน์นั้นเหมาะกับผู้ชมวัยใด และ ระบบการประเมินคุณภาพเนื้อหารายการโทรทัศน์ เพื่อพิจารณาว่า รายการโทรทัศน์นั้นให้การเรียนรู้ในเรื่องใด

๓ เรตติ้ง กับ เซ็นเซอร์ เหมือนหรือต่างกัน

ต่าง กัน การจัดเรตติ้งเป็นการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ ว่าสื่อนั้นเหมาะกับผู้ชมวัยใด และมีประโยชน์ในด้านใด แต่การเซ็นเซอร์หมายถึง การพิจารณาว่าเนื้อหาในสื่อนั้นสามารถเผยแพร่ได้หรือไม่ โดยพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องความมั่นคงของรัฐ ศีลธรรมอันดี ความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นหลัก
โดยหลัก รายการโทรทัศน์ที่สามารถเผยแพร่ได้ต้องผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ก่อนเพื่อ พิจารณาว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แล้วจึงนำมาพิจารณาเรื่องเรตติ้งต่อว่ามีประโยชน์ด้านใดและเหมาะสมกับวัยใด และในช่วงของการเริ่มต้น อาจมีความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณาเรตติ้งที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นหากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับประเภทรายการนั้นๆก็จำเป็นที่จะต้องมีการ เซ็นเซอร์เนื้อหาบางส่วนออกเพื่อทำให้เนื้อหารายการนั้นตรงกับประเภทของ รายการ


๔ +๖-๓ หมายถึงอะไร ?

ในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์นั้น จะพิจารณาทั้งด้านคุณภาพของรายการ และ การจำแนกเนื้อหารายการว่าเหมาะกับผู้ชมในวัยใด
ในส่วนของคุณภาพของรายการนั้น เป็นการชี้ว่า รายการโทรทัศน์นั้นให้ประโยชน์ด้านการเรียนรู้ หรือ สาระ ในเรื่องใดใน ๖ เรื่อง กล่าวคือ คิดเป็นระบบ รู้ในเชิงวิชาการ คุณธรรม-จริยธรรม ทักษะในการใช้ชีวิต แตกต่าง-หลากหลาย และ ครอบครัว-สังคม ซึ่งเป็นเนื้อหาด้านสร้างสรรค์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนามนุษย์ เราจึงเรียกการพิจารณานี้ว่า +๖
ในส่วนของการจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุ เป็นการชี้ว่ารายการโทรทัศน์นั้นเหมาะสำหรับผู้ชมในวัยใด โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ ๓ ด้าน กล่าวคือ ด้านเพศ ด้านภาษา ด้านพฤติกรรม-ความรุนแรง (ทั้งต่อตนเอง บุคคล สิ่งของ) โดยพิจารณาจาก  ภาพ เนื้อหา มุมกล้อง วิธีการถ่ายทำ เสียง ซึ่งผู้ชมในแต่ละวัยมีวิจารญานในการแยกแยะเนื้อหาได้ต่างกัน เด็กจะมีวิจารณญาณน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น เนื้อหาทั้งสามด้านจะเป็นตัวแบ่งระดับความเหมาะให้กับผู้ชมในแต่และวัย เราจึงเรียกกลุ่มนี้ว่า -๓

๕.ป หมายถึง ?

    * รายการ ประเภท ป หมายถึงรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสำหรับเด็ก ปฐมวัย (วัยอนุบาล) โดยจากการศึกษาวิจัยของสมาคมกุมารแพทย์และ นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กหลายประเทศทั่วโลกได้เสนอแนะตรงกันว่า เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีไม่ควรดูโทรทัศน์ เพราะจะมีผลลบต่อการพัฒนาด้านสมองของเด็ก ดังนั้น รายการประเภท ป จึงเป็นรายการสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ ๓ ปี ถึง ๕ ปี โดยเนื้อหารายการเป็นสาระบันเทิงที่ส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการด้านพหุปัญญา ความรู้ที่เหมาะกับช่วงวัย ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม ทำให้เข้าใจความแตกต่างของสรรพสิ่ง เรียนรู้ในด้านทักษะที่จำเป็นต่อพัฒนาการของวัย และ การปลูกฝังความรักของคนในครอบครัว
    * รายการ ประเภท ป ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ภาษา พฤติกรรมรวมทั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตนเอง บุคคลอื่น หรือ สิ่งของก็ตาม เพราะในวัยนี้สามารถรับรู้ เรียนรู้ ซึมซับ ลอกเลียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

๖. ด หมายถึง ?

    * รายการ ประเภท ด หมายถึงรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก อายุตั้งแต่ ๖ ปี ถึง ๑๒ ปี โดยเนื้อหารายการนั้นเป็นแบบสาระบันเทิงที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านพหุปัญญา ความรู้ในเชิงวิชาการตามพัฒนาการ ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมรวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตาม คุณธรรม จริยธรรม ทำให้เข้าใจความแตกต่างของสรรพสิ่งและสามารถอยู่อย่างสมานฉันท์ได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะที่จำเป็นต่อดำรงชีวิตที่เหมาะสม และ การเรียนรู้ความสำคัญของสถาบันครอบครัวรวมทั้งการรู้จักบทบาทของตนต่อครอบ ครัว
    * รายการประเภท ด ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ภาษา พฤติกรรมรวมทั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตนเอง บุคคลอื่น หรือ สิ่งของก็ตาม เพราะในวัยนี้สามารถรับรู้ เรียนรู้ ซึมซับ ลอกเลียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

๗ . ท หมายถึง ?

    * รายการ ประเภท ท หมายถึงรายการโทรทัศน์สำหรับผู้ชมทกุวัย อายุตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป โดยเนื้อหารายการนั้นเน้นสาระบันเทิงที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดใน เชิงระบบ มีเหตุมีผล ความรู้ในเชิงวิชาการแบบเชื่อมโยงบูรณาการ ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมรวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติตาม คุณธรรม จริยธรรม ทำให้เข้าใจความแตกต่างของสรรพสิ่งสามารถอยู่อย่างสมานฉันท์ได้และสามารถ ช่วยแก้ปัญหาตวามแตกต่างได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะที่จำเป็นต่อดำรงชีวิตที่เหมาะสม และ การเรียนรู้ความสำคัญของสถาบันครอบครัวรวมทั้งการรู้จักบทบาทของตนต่อครอบ ครัว
    * รายการประเภท ท ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ภาษา พฤติกรรมรวมทั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตนเอง บุคคลอื่น หรือ สิ่งของก็ตาม เพราะในวัยนี้สามารถรับรู้ เรียนรู้ ซึมซับ ลอกเลียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

๘. น หมายถึง ?

    * รายการ ประเภท น หมายถึงรายการโทรทัศน์ที่ผู้ชมอายุระหว่าง ๑๓ ปี ถึง ๑๘ ปี จำเป็นที่จะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ หรือ ผู้ปกครอง โดยเนื้อหารายการนั้นเป็นสาระบันเทิงที่ควรมีเนื้อหาที่ส่งเสริมการศึกษาและ การเรียนรู้ให้กับผู้ชมในวัย ๑๓ – ๑๘ ปีในทั้ง ๖ ด้าน
    * แต่ เนื่องจากรายการประเภท น นั้นอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ทั้งเรื่องเพศ ภาษา พฤติกรรมรวมทั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตนเอง บุคคลอื่น หรือ สิ่งของในระดับน้อยถึงปานกลาง ทั้งในเรื่องระดับความรุนแรง และ ความถี่ (ซึ่งนับจากภาพหรือเนื้อหาที่ปรากฏต่อฉากหรือตอน) ในกรณีที่เป็นการแสดงถึงผลจากการกระทำที่ไม่ดี ต้องมีนำหนักของการนำเสนอที่ได้สัดส่วน และเหตุแลผลของการกระทำต้องไม่ทิ้งระยะห่างจนเกินไป

 ๙. ฉ หมายถึง?

    * รายการ ประเภท ฉ หมายถึงรายการโทรทัศน์เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น (อายุมากกว่า ๑๘ ปี) โดยเนื้อหารายการนั้นเป็นสาระบันเทิงที่ควรมีเนื้อหาที่ส่งเสริมการศึกษาและ การเรียนรู้ให้กับผู้ชมในวัยผู้ใหญ่ในทั้ง ๖ ด้าน โดยประเด็นหลักของรายการเป็นการนำเสนอถึงการสร้างความเข้าใจและการสร้างคุณ ค่าในเรื่องต่างๆทั้ง ๖ เรื่อง รวมไปถึง การแสดงให้เห็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
    * แต่ เนื่องจากรายการประเภท ฉ นั้นอาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ทั้งเรื่องเพศ ภาษา พฤติกรรมรวมทั้งความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อตนเอง บุคคลอื่น หรือ สิ่งของในระดับมาก ทั้งในเรื่องระดับความรุนแรง และ ความถี่ (ซึ่งนับจากภาพหรือเนื้อหาที่ปรากฏต่อฉากหรือตอน)

๑๐. ทำไมต้องกำหนดช่วงเวลาให้กับ รายการประเภท น และ ฉ

    * ความสำคัญของการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ก็คือ เป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองเด็ก และเยาวชน ซึ่งเป็นแนวคิดสากลทั่วโลก เพื่อไม่ให้เขาเหล่านั้นบริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสมกับวัยของตน และในรายการโทรทัศน์บางประเภทเด็ก เยาวชน จำเป็นที่จะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง ผู้ใหญ่เกี่ยวกับเนื้อหา วิธีการนำเสนอ มุมกล้อง วิธีการถ่ายทำ รวมทั้งบทบาทจริงหรือบทบาทสมมุติของตัวละครในรายการโทรทัศน์ ซึ่งจะต้องอาศัยวิจารณญานในการรับชม
    * ดังนั้น รายการที่เหมาะสำหรับเด็ก เยาวชน จึงต้องอยู่ในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็ก เยาวชน อีกทั้ง รายการที่เยาวชนจะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ในการชมรายการ โทรทัศน์ ก็ต้องเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่ หรือผู้ปกครองสามารถนั่งดูโทรทัศน์และให้คำแนะนำได้ด้วย จึงเป็นที่มาของการกำหนดช่วงเวลาของการนำเสนอรายการโทรทัศน์ในแต่ละประเภท
    * จาก การศึกษาการจำแนกเนื้อหารายการตามช่วงอายุของผู้ชมจากประเทศต่างๆใน ๕ ทวีป กว่า ๑๖ ประเทศ พบว่า ในทางสากลนั้น รายการประเภท น และ ผ จะมีการกำหนดช่วงเวลาของการออกอากาศอย่างชัดเจนและแน่นอนเพื่อคุ้มครองเด็ก และเยาวชน ในระบบสากลเรียกว่า watershed times
    * ยก ตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษ และ ไอร์แลนด์ หน่วยงานของรัฐที่เรียกว่า Ofcom ได้กำหนดเวลามาตรฐานของรายการโทรทัศน์เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กที่มีอายุตำ กว่า ๑๕ ปี ไว้ใน Ofcom Broadcasting Code โดยรายการที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กไม่สามารถออกอากาศได้ก่อนเวลา ๒๑.๐๐ น.
    * เช่น เดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยงานของสภาที่เกี่ยวกับด้านการสื่อสารหรือ Federal Communications Commission (FCC) กำหนดช่วงเวลาให้กับรายการโทรทัศน์สำหรับที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๔ ปื (TV-14) สามารถออกอากาศได้หลัง ๒๑.๐๐ น. ในขณะที่รายการสำหรับผู้ใหญ่ไม่สามารถออกอากาศได้ก่อนเวลา ๒๒.๐๐ น.
    * หรือ ในกรณีของประเทศออสเตรเลีย องค์กรด้านการสื่อสารและสื่อ  (Australian Communications and Media Authority) ได้กำหนดช่วงเวลาคุ้มครองเด็กผ่านทางแนวปฏิบัติสำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ (Commercial Television Industry Code of Practice) โดยได้กำหนดให้รายการประเภทต้องแนะนำให้กับผู้ชมอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี สามารถออกอากาศได้ในช่วงเวลา ๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. และ ๑๙.๐๐ น. – ๐๕.๐๐ น.ในวันธรรมดา ส่วนในวันหยุด สามารถออกอากาศได้เฉพาะเวลา ๑๐.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. เท่านั้น และหากเป็นรายการสำหรับผู้ใหญ่ ไม่สามารถออกอากาศได้ก่อนเวลา ๒๑.๓๐ น.
    * ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อการใช้เรตติ้งเป็นเครื่องมือในการเลือกรับสื่อให้กับบุตร หลาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดช่วงเวลาของรายการประเภท น และ ฉ ไว้แน่อน โดย รายการประเภท น เป็นรายการที่สามารถออกอากาศในช่วงเวลา ๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. และ ๒๐.๐๐ น. – ๐๕.๐๐ น. สำหรับรายการประเภท ฉ เป็นรายการที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ อายุมากกว่า ๑๘ ปี สามารถออกอากาศได้ในช่วงเวลา ๒๒.๐๐ น. – ๐๕.๐๐ น.

๑๑. การแสดงสัญลักษณ์หน้าจอโทรทัศน์ แต่ละประเภทแปะเท่ากันหรือไม่

    * การ แสดงสัญลักษณ์สำหรับรายการแต่ละประเภทหน้าจอโทรทัศน์เป็นสิ่งจำเป็นอย่าง ยิ่ง เพราะจะทำให้ผู้ชมรู้ได้ว่าตนเองกำลังรับชมรายการประเภทใด ซึ่งการแสดงสัญลักษณ์ของรายการแต่ละประเภทนั้นจะมีการกำหนดระยะเวลาต่างกัน
    * ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดาที่กำหนดให้มีการแสดงสัญลักษณ์ในตอนต้นรายการ หลังจากโฆษณา หรือในกรณีของประเทศแอฟริกาใต้ที่กำหนดให้รายการประเภทแนะนำนั้นต้องแสดง สัญลักษณ์เป็นเวลากว่า ๕ นาที และเพิ่มเป็นตลอดรายการในรายการสำหรับผู้ใหญ่
    * โดยจะ ต้องแสดงสัญลักษณ์รายการแต่ละประเภทก่อนเสนอรายการในทุกระดับ โดยมีเสียงอธิบายสัญลักษณ์ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ วินาที ในตอนต้นรายการ และ ในทุกครั้งที่เข้ารายการหลังจากช่วงโฆษณา
    * ส่วน ตำแหน่งของการแสดงสัญลักษณ์ระหว่างรายการในทุกระดับให้แสดงที่มุมซ้ายด้าน ล่างของจอภาพเป็นระยะๆ ยกเว้นรายการ  “ น ” และ   “ ฉ ” ให้แสดงสัญลักษณ์ตลอดเวลาที่เสนอรายการ
    * ขนาดในการแสดงสัญลักษณ์ ให้สถานีพิจารณาตามความเหมาะสม

๑๒.ระบบเรตติ้งใหม่มีอะไรเพิ่มเติมจากของเดิมที่มีอยู่

    * เพิ่ม เติมระบบการประเมินคุณภาพเนื้อหา ในระบบเรตติ้งที่ปรากฎในปัจจุบันนั้นเป็นการจำแนกเนื้อหารายการตามกลุ่มอายุ ของผู้ชมเพียงด้านเดียว ยังไม่ได้มีส่วนของการประเมินคุณภาพเนื้อหารายการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณาภาพรวมของรายการโทรทัศน์ว่ารายการโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เน้นการนำเสนอในประเด็นใดบ้างใน ๖ ประเด็น ดังนั้น ระบบใหม่ จึงเพิ่มเติมระบบการประเมินคุณภาพเนื้อหาเพิ่มจากระบบการจำแนกเนื้อหาตาม ช่วงอายุ
    * การปรับเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณา การจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุนั้นยังมีอุปสรรคของความเป็นมาตรฐานของเกณฑ์ใน ส่วนของรายละเอียดของเกณฑ์ในการพิจารณาโดยปรับให้มีรายละเอียดที่ชัดเจน เป็นระบบ และครอบคลุมมากขึ้น
    * เปลี่ยนสัญลักษณ์ในกลุ่ม ของ ก (ก่อนวัยเรียน) เป็น ป (ปฐมวัย) เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรียนรู้ได้ตลอดเวลา การใช้คำว่า ก่อยวัยเรียนจึงไม่ถูกต้อง ในต่างประเทศใช้คำว่า pre-school ซึ่งหมายถึง วัยก่อนไปโรงเรียน นั่นคือ ปฐมวัย โดยที่อายุสำหรับรายการในกลุ่มนี้ก็คือ  ๓ ปี ถึง ๕ ปี เพราะแรกเกิดถึง ๓ ปีงานวิชาการด้านการแพทย์และพัฒนาการมนุษย์ระบุไม่ว่าไม่ควรดูโทรทัศน์
    * ระบบ เดิมยังขาดกระบวนการของการมีส่วนร่วมของสังคม การจำแนกเนื้อหาโดยผู้ผลิตและสถานีอาจเกิดความคลาดเคลื่อน ดังนั้นจึงต้องอาศัยกระบวนการจัดระดับหลังการออกอากาศจากภาคประชาชน โดยเฉพาะเครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัวในการร่วมกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการ

๑๓ .เรตติ้งโดยสถานี “เรตติ้งก่อนออกอากาศ” ยังมีอยู่และคู่ขนานไปกับเรตติ้งโดยภาคประชาชน “เรตติ้งหลังออกอากาศ”

    * ใน ปัจจุบันการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ โดยการจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุถูกจัดทำโดยผู้ผลิตและสถานีโทรทัศน์ ประกอบกับผลการสำรวจของโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดระดับความเหมาะสมของ สื่อโทรทัศน์ ในช่วงวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๒๕๐ ถึง ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ พบว่า ในช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. – ๒๐.๐๐ น. ในทุกสถานีโทรทัศน์มีรายการประเภท น (แนะนำ) ร้อยละ ๒๑.๕ ของเวลาในการนำเสนอ โดยที่ไม่มีรายการประภท ผ (ผู้ใหญ่)  อยู่เลย โดยหากนำเกณฑ์ด้าน +๖-๓ มาพิจารณาโดยเครือข่ายเฝ้าระวังสื่ออย่างละเอียดแล้ว ก็จะพบสถานการณ์ว่ารายการประเภท น (แนะนำ) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๓.๑ และมีรายการประเภท ฉ เพิ่มเป็นร้อยละ ๔.๒
    * เช่นเดียวกับ ช่วงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ พบว่า ในช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. – ๒๐.๐๐ น. ในทุกสถานีโทรทัศน์มีรายการประเภท น (แนะนำ) ร้อยละ ๒๑.๘ ของเวลาในการนำเสนอ โดยที่ไม่มีรายการประภท ผ (ผู้ใหญ่)  อยู่เลย เช่นเดียวกัน แต่หากโดยหากนำเกณฑ์ด้าน +๖-๓ มาพิจารณาโดยเครือข่ายเฝ้าระวังสื่ออย่างละเอียดแล้ว ก็จะพบสถานการณ์ว่ารายการประเภท น (แนะนำ) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๒.๓ และมีรายการประเภท ฉ เพิ่มเป็นร้อยละ ๔.๕
    * จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างระหว่างการพิจารณาระดับความเหมาะสมของผู้ผลิต สถานี ที่เรียกว่า เรตติ้งก่อนออกอากาศ กับ อีกฝั่งหนึ่งก็คือ ภาคประชาชน ภาควิชาการ หรือที่เรียกว่า เรตติ้งหลังออกอากาศ ดังนั้น การเปิดโอกาสให้มีการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์โดยภาคประชาชน “คู่ขนาน” ไปกับการจัดระดับความเหมาะสมของรายการของสถานีและผู้ผลิต จะเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการปรับเกณฑ์ในการพิจารณาระดับความ เหมาะสมของรายการโทรทัศน์ระหว่างทั้ง ๒ ฝั่ง เข้าหากัน
    * ยัง เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนในรู้เท่าทันระวังสื่อในอีกทาง หนึ่งด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ผลิตและสถานียังมีตัวเลขแสดงปริมาณของภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมประเมิน รายการ นั่นหมายถึง จะมีตัวเลขเชิงสถิติเชิงปริมาณของผู้ชมให้กับรายการนั้นๆด้วย

๑๔.กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กับภารกิจหลักการประสานเครือข่ายภาคประชาชน

    * มติ คณะรัฐมนตรีฉบับวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ ในการสร้างกรรมการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ โดยแบ่งเป็น กรรมการกลาง กรรมการภาคประชาสังคม และ กรรมการภาคประชาชน
    * โดย กลไกของการทำงานก็คือ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนทั่วไปร่วมจัดระดับความเหมาะสมของรายการ โทรทัศน์ ผ่านการทำงานของระบบ SMS  และ ระบบกระดาษผ่านจากเครือข่ายทั่วประเทศ
    * ในกรณีที่มี ประเด็นที่เกิดจากการร่วมจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์จากภาค ประชาชน ประเด็นนั้นๆ จะถูกพิจารณาระดับความเหมาะสมโดย เครือข่ายภาคประชาสังคม หรือ เครือข่ายเฝ้าระวังสื่อที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการเรื่องการจัดระดับ ความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์
    * ท้ายสุด ก็คือ กรรมการกลาง ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ ตัวแทนจากทุกภาคส่วน เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสื่อโทรทัศน์ใน สังคมไทย ว่า มีคุณภาพเนื้อหาเน้นหนักไปในเรื่องใด การจัดระดับความเหมาะสมของรายการเหมาะสม ถูกต้องเพียงใด กรรมการชุดนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่แบบ กบว แต่เป็นกรรมการที่จะเข้ามากำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนทิศทางรายการ โทรทัศน์ไทย ที่สำคัญ คณะกรรมการชุดนี้จะต้องทำงานร่วมกับกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ หรือ กกช ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ทั้ง ๖ สถานีภายใต้ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๔๙๘ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๓๐

๑๕. ๑ รายการหลายเรตติ้งได้จริงหรือ

    * จาก การศึกษาการจำแนกเนื้อหารายการตามช่วงอายุของผู้ชมจากประเทศต่างๆใน ๕ ทวีป กว่า ๑๖ ประเทศ พบว่า การกำหนดระดับรายการแต่ละประเภทเป็นการกำหนดประเด็นหลักของเรื่อง ดังนั้น เนื้อหารายการแต่ละประเภทนั้นจะต้องสอดคล้องกับประเภทรายการที่ระบุไว้ตอน ต้น อีกทั้ง ในทางสากลของประเทศต่างๆทั่วโลกนั้น มีการกำหนดช่วงเวลาของการออกอากาศของรายการประเภท น และ ผ อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ทั้งหมดเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ในทางสากลนั้น ในรายการใดรายการหนึ่งที่ถูกกำหนดระดับประเภทรายการไว้ที่ประเภทใดแล้ว เนื้อหาในรายการนั้นๆจะมีตอนใดตอนหนึ่งเป็นรายการอีกประเภทหนึ่งดูจะไม่ชอบ ด้วยเหตุผลของการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์

 ๑๖.การจัดเรตติ้งทำให้ไม่เกิดความหลากหลายในการรับชมรายการ

    * การ จัดเรตติ้งไม่เกี่ยวกับความหลากหลายในรายการ แต่เป็นการจัดช่วงเวลาการออกอากาศให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชม และเป็นการสร้างบรรทัดฐานร่วมกันในสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพของรายการให้มีความ หลากหลายบนฐานความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย จะเห็นได้จากรายการโทรทัศน์ในประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีทั้งความหลากหลายและ มีคุณภาพสูง
    * ในขณะเดียวกัน ด้วยระบบการประเมินคุณภาพเนื้อหาในกลุ่ม +๖ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพและทิศทางของการพัฒนารายการในประเด็นต่างๆทั้ง ๖ เรื่อง จะทำให้เกิดแนวทางในการพัฒนารายการที่มีความหลากหลายมากขึ้น
    * อีก ทั้ง การจัดช่วงเวลาสำหรับรายการแต่ละประเภทจะทำให้ผู้ผลิตเกิดแรงจูงใจในการคิด ค้นรายการในรูปแบบต่างๆจะทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น

๑๗.ความเป็นกลางของกระทรวงวัฒนธรรมในการพิจารณาให้เรตติ้งแก่รายการต่างๆ

    * กระทรวง วัฒนธรรมจะรับผิดชอบเฉพาะในส่วนของการประเมินหลังออกอากาศ(Post rate) ซึ่งจะมีกรรมการอันประกอบไปด้วยภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคประชา สังคม ที่สำคัญการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อเป็นเรื่องของเนื้อหา(Content) ที่มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิต และมรดกวัฒนธรรมของสังคมไทยซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิด ชอบของกระทรวงวัฒนธรรม
    * อย่างไรก็ดี ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของสื่อสามารถมีส่วนร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมใน กระบวนการติดตามเฝ้าระวัง ประเมินและสะท้อนความคิดเห็นในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ต่อ สังคมผ่านทางwebsite; www.me.or.th และการส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่(sms) หมายเลข 4863333

 ๑๘.ทำไมจึงไม่นำระบบเรตติ้งไปใช้กับระบบบอกรับสมาชิก เช่น UBC หรือ Cable TV ต่างๆ

    * ใน ช่วงเริ่มต้นควรจัดระดับความเหมาะสมกับสถานีโทรทัศน์ทั่วไปก่อน เพราะกระทบกับประชาชนส่วนมากของประเทศ จากการวิจัยพบว่าช่องที่เด็กอายุ 12-14 ดูมากที่สุดคือ ช่อง 7 3 9 5 และ ITV ตามลำดับ
    * ใน ขณะที่ UBC จะมีระบบการจัดการด้านเทคนิค หรือรู้จักกันในชื่อว่า V Chip ซึ่งเป็นระบบที่เครื่องสามารถตั้งค่าหรือกำหนดประเภทรายการให้กับผู้ชมใน บ้านได้อยู่แล้ว ดังนั้น ด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่ทาง UBC มีเทคโนโลยีรองรับอยู่แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองจึงสามารถตั้งค่าในการกำหนดการรับชมรายการโทรทัศน์ได้อยู่ แล้ว
    * ดังนั้นการจัดเรตติ้งควรเริ่มจากสถานีโทรทัศน์ทั่ว ไปก่อน แล้วจึงขยายไปสู่เครือข่ายอื่นๆ ซึ่งรวมทั้ง UBC และ Cable TV ให้มีมาตรฐานเดียวกัน

๑๙. เรตติ้งระบบใหม่เป็นการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ และริดลอนเสรีภาพในการรับชมของประชาชน

    * เสรีภาพ ในการนำเสนอนั้น จะต้องมีการนำเสนออย่างมีความรับผิดชอบโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเด็กและ เยาวชน ซึ่งการจัดเรตติ้งเป็นมาตรฐานสากลที่ปฏิบัติกันทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อและ ประชาชนอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือประเภทอังกฤษ นอกจากนี้ข้อมูลจากดุสิตโพลยังระบุว่าเด็กอยากจัดผังรายการเองที่สุดในช่วง เวลา 17-18 น. รองลงมาคือ 18-19, 16-17, 19-20, 20-21 น.​ตามลำดับ

 ๒๐. มีรายการที่ไม่ต้องจัดเรตติ้งหรือไม่

    * มี รายการอยู่ ๒ ประเภทที่ไม่ต้องจัดเรตติ้ง ก็คือ รายการข่าว และ ถ่ายทอดสดบางประเภท ในทางสกลนั้นรายการประเภทนี้ไม่ต้องจัดระดับความเหมาะสมของรายการ แต่ให้นำจรรยาบรรณของการนำเสนอข่าวมาใช้ประกอบการนำเสนอ
    * โดย รายการข่าวและสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ ในช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. – ๒๒.๐๐ น.การนำเสนอภาพหรือข่าวจะต้องคำนึงถึงความอ่อนไหว สวัสดิภาพ ของเด็ก เยาวชนที่อาจจะกระทบถึงความรู้สึกนึกคิด การสร้างแบบอย่างที่ไม่ถูกต้อง นำไปสู่การชี้นำที่ไม่ถูกต้อง  ในกรณีทีเป็นการนำเสนอสถานการณ์ของความจริง เหตุร้ายแรง หายนะ ภัยธรรมชาติ คดีอาชญากรรม ความป่าเถื่อน จะต้องนำเสนอภาพอย่างรับผิดชอบให้อยู่ในกรอบของความสมดุล มีมารยาท คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ สิทธิของผู้กระทำความผิดและผู้เคราะห์ร้าย
    * สำหรับใน ส่วนของรายการเชิงวิเคราะห์ข่าว จะต้องคำนึงถึงความเป็นกลางไม่ลำเอียง โดยต้องเป็นการนำเสนอที่ไม่เป็นไปในทางยุยงให้เกิดความบาดหมางระหว่างผู้มี ส่วนได้เสีย โดยต้องคำนึงถึงความสงบสุขของสังคมด้วย
    * รายการ ถ่ายทอดสดบางประเภท ได้แก่ งานพระราชพิธี งานประชุมสัมมนาทางวิชาการ  กีฬา แต่ในกรณีที่มีการถ่ายทดสดรายการกีฬาที่มีการโฆษณาสินค้าประเภทเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในทุกรูปแบบ ต้องมีการจำแนกเนื้อหาในกลุ่ม น. และขึ้นสัญลักษณ์ของรายการตลอดระยะเวลาของการออกอากาศ

ข้อมูล : สสย.