สร้างสังคมการอ่าน ไม่ใช่เรื่องเล็กที่พรรคการเมืองจะมองข้าม (50)
สร้างสังคมการอ่าน ไม่ใช่เรื่องเล็กที่พรรคการเมืองจะมองข้าม
ดร.วิลาสินี พิพิธกุล
picช่าง น่าตกใจที่มีข้อมูลออกมาว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่ปีละ 2 เล่ม และใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหนังสือแค่คนละประมาณ 260 บาทต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ และเวียดนามแล้ว เราถูกทิ้งห่างจากเขามากนัก เพราะสถิติการอ่านของประเทศทั้งสองนี้อยู่ที่เฉลี่ย 40-50 เล่มต่อปี สำหรับคนสิงคโปร์ และ 60 เล่มต่อปี สำหรับคนเวียดนาม
นี่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยยังอยู่ห่างไกลจากการเป็นสังคมแห่งการอ่านมากมายนัก แม้แต่นายกรัฐมนตรียังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เราคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปีที่จะทำให้สังคมไทยมีมาตรฐานการอ่านใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น คู่แข่งเหล่านี้
จะว่าไปแล้ว บ้านเรามีการรณรงค์เรื่องรักการอ่านมานาน ไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีก็ว่าได้ แต่ทำไมการอ่านจึงยังไม่ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย
หนึ่งในสาเหตุหลักน่าจะมาจากการขาดนโยบายที่เอาจริงของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านๆ มา เมื่อมอบภารกิจนี้ไว้กับกระทรวงศึกษาธิการ จึงทำให้การขับเคลื่อนเรื่องการอ่านดูจะไปเป็นไปอย่างอืดอาด และทำให้การอ่านกลายเป็นกิจกรรมที่ก้าวไม่พ้นรั้วโรงเรียน
นั่นคือเป็นแค่การอ่านตามหลักสูตรภาคบังคับเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประเด็นนี้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยันว่า
เด็ก ไทยอ่านหนังสือตามหน้าที่มากกว่าอ่านเพราะความสนใจหรือความอยากอ่าน หนังสือที่เด็กในวัยเรียน 6-14 ปีอ่านมากที่สุด จึงเป็นตำราเรียน (ร้อยละ 46) และเมื่อโตขึ้นอัตราการอ่านก็จะลดลงตามลำดับ เพราะไม่ต้องถูกบังคับให้อ่านตำราเรียนอีกแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย ที่ความอยากอ่านถูกทำลายลงไปทีละน้อยตั้งแต่วัยเด็ก
นโยบาย ส่งเสริมการอ่านจึงต้องเป็นนโยบายแบบบูรณาการ คือไม่ใช่งานของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว แต่ต้องอยู่ในพันธกิจสำคัญของกระทรวงที่ดูแลงานพื้นที่ชุมชน เช่น มหาดไทย รวมทั้งกระทรวงที่มีนโยบายด้านสังคมและครอบครัว เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข pic
กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้หนังสือมีราคาถูก และแพร่หลายมากขึ้น
กระทรวงที่ว่ามาเหล่านี้ ต้องมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเพิ่มจำนวนแหล่งการอ่านที่เป็นสาธารณะให้มากที่ สุด เช่น การตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจำนวนห้องสมุดสาธารณะให้กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ใน ระดับตำบล หมู่บ้าน ภายในเวลากี่ปี และต้องไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเท่านั้น ห้องสมุดสาธารณะเหล่านี้ ต้องเปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ให้บริการอย่างเต็มใจ และสร้างบรรยากาศที่ชักชวนให้คนอยากเข้าห้องสมุด
ในประเทศที่คนในสังคมมีความตื่นตัวต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย อย่าง จีน เกาหลี และเวียดนาม พบว่ารัฐบาลทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาห้องสมุดสาธารณะอย่างยิ่ง เช่น ในประเทศเกาหลี สัดส่วนของห้องสมุดต่อจำนวนประชากรนั้นอยู่ที่หนึ่งต่อประชากรทุกๆ 20,000 คน
ในขณะที่ของ ประเทศไทยเป็นหนึ่งต่อประชากรทุกๆ 84,000 คน มากกว่าถึงราวๆ 4 เท่า นอกจากนี้ หากใครเคยใช้บริการห้องสมุดในต่างประเทศ จะทราบดีว่า
มี การจัดระบบยืมและคืนหนังสือที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้อ่านอย่างยิ่ง เพราะทุกแห่งใช้ระบบออนไลน์ และการสั่งซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดก็ยังจัดการพร้อมๆ กัน ทำให้ประหยัดงบประมาณของรัฐ ได้หนังสือตามจำนวน และที่สำคัญยังเป็นหนังสือที่สอดคล้องกับความต้องการอ่านของคนในชุมชนนั้น เพราะมีระบบสอบถามและทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกับการจัดการห้องสมุดของชุมชน อย่างดียิ่ง
การมีห้องสมุดสาธารณะประจำชุมชนที่มีการจัดการอย่างดี จึงเป็นการพัฒนารากฐานของชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง ตัวอย่างการศึกษาสภาพชุมชนในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2005 พบว่า การมีห้องสมุดสาธารณะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของเด็ก เยาวชน ครอบครัวและผู้สูงอายุ รวมทั้งการสร้างความสมานฉันท์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ดังนั้น การลงทุนกับห้องสมุดหรือแหล่งบริการหนังสือ จึงถือเป็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญยิ่ง และรัฐต้องเป็นฝ่ายจัดการกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติ การจัดสรรงบประมาณ
รวมทั้งการส่งเสริมและชักจูงใจให้เอกชนหรือชุมชนอยากลงทุนกับห้องสมุดท้องถิ่น
เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายในระดับโครงสร้างของประเทศ และเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างแน่นอน เพราะคุณภาพของพลเมืองย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของการอ่านและรู้หนังสือ
พรรคการเมืองทุกพรรคที่หวังจะเป็นรัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับนโยบายเรื่องการอ่านของคนไทย
แต่น่าเสียดายที่การประกาศนโยบายของพรรคต่างๆ ซึ่งเริ่มเผยแพร่ออกมาแล้วในขณะนี้ พบว่ามีเพียงพรรคเดียวจากจำนวน 6 พรรคที่มีนโยบายเรื่องห้องสมุดอย่างเด่นชัด โดยพูดถึงการสร้างห้องสมุดอัจฉริยะและห้องสมุดเคลื่อนที่ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ เท่าที่รวบรวมนโยบายได้ กลับให้น้ำหนักที่เรื่องของการจัดการศึกษาฟรี
หรือ ให้เงินกู้ทางการศึกษาและการให้สวัสดิการแก่บุคลากรทางการศึกษาเป็นหลัก จุดขายด้านนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองเหล่านี้จึงยังมิใช่การสร้างการ เรียนรู้ตลอดชีวิต แต่เป็นการสร้างกระแสประชานิยมในหมู่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียมากว่า และในที่สุด ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์ที่เด็กๆ ของเราได้เรียนฟรีแต่สติปัญญากลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ
นอกเหนือจากเรื่องห้องสมุดที่ดูจะเป็นเพียงเรื่องผิวเผินในนโยบายของพรรคการ เมืองแล้ว ยังมีเรื่องของการทำให้หนังสือได้ไปถึงมือเด็กและครอบครัวอย่างทั่วหน้า ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของพรรคการเมืองใด ทั้งๆ ที่การมีมาตรการทำให้หนังสือมีราคาถูก มีการพัฒนาวงจรของหนังสือตั้งแต่เนื้อหาสาระไปจนถึงรูปเล่ม และการเผยแพร่ให้กว้างขวางนั้น จะช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านของคนในสังคมได้
การมีห้องสมุดและมีการจัดการหนังสืออย่างครบวงจร จึงเป็นเรื่องใหญ่ของการปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพคน ซึ่งหากรัฐบาลสมัยหน้าไม่สนใจเรื่องนี้ สังคมไทยจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความซับซ้อนและความยากของปัญหาในปัจจุบัน และอนาคตได้
ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นๆ จะชูเรื่องขายความสุข ขายประชานิยม หรือขายวาระประชาชนก็ตาม ขอให้เห็นความสำคัญเรื่องการสร้างสังคมการอ่าน ซึ่งต้องการยุทธศาสตร์แบบรอบด้านและเร่งด่วน
ประชาชนที่เขาห่วงอนาคตทางปัญญาของชาติจะใช้สิทธิเลือกพรรคที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้อย่างแน่นอน
