เมื่อลูกชาย ใจเป็นหญิง(23เม.ย.51)

จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6355 ข่าวสดรายวัน

จาก ข่าวเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของสาวประเภทสองมากมาย การไม่อนุญาตให้ตัดลูกอัณฑะเพื่อแปลงเพศ รวมถึงข่าวไม่อนุญาตให้ชาวสีม่วงทั้งหลายบริจาคเลือด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จนป็นประเด็นให้ถกเถียงกันนั้น

หลายคนอาจมองเป็นเรื่องตลกของผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่อยากเป็นผู้หญิงเต็มตัว แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งอาจมีอีกหลายครอบครัวที่เจอกับสถานการณ์ที่มีลูกชาย แต่หัวใจเป็นหญิงแบบนี้ ซึ่งหากวันหนึ่งเกิดขึ้นกับลูกของคุณ....คุณจะทำอย่างไร

นายสรรพสิทธ์ คุมประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวถึงหลักการคิดของพ่อแม่ที่มีลูกชายแต่จิตใจเป็นหญิง และวางแผนที่จะแปลงเพศตั้งแต่อายุน้อยๆ ว่าพ่อแม่ต้องดูสาเหตุที่ทำให้เด็กมีความคิดและจิตใจที่เป็นผู้หญิงก่อนว่า มีสาเหตุมาจากอะไร

สาเหตุหลักแยกได้ 2 ข้อ คือ ด้านร่างกายและด้านจิตใจ

หากเป็นด้านร่างกาย หากเด็กเป็นแบบนี้เพราะว่าร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงมากกว่าฮอร์โมนเพศชาย แล้วอยากแปลงเพศ ก็ทำได้ตามกระบวนการ แต่ถ้าเป็นสาเหตุด้านจิตใจ หากเด็กมียีนโครโมโซมที่เหมือนผู้ชายปกติทั่วไป แต่มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่เป็นหญิง ควรรอให้เด็กโตพอที่จะมีวุฒิภาวะก่อนจะดีกว่า เพื่อให้เด็กมีเวลาทบทวนและตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลมากขึ้น เพราะการตัดอัณฑะออกไปแล้วแพทย์จะนำหนังที่ห่อหุ้มอัณฑะมาทำเป็นช่องคลอด เทียม

เมื่อตัดออกไปแล้วยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิม เว้นแต่ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะต่อกลับคืนมาใหม่ได้ ซึ่งทำให้เจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก เสียเวลาและยังเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อสุขภาพกายที่รุนแรงอีกด้วย เพราะอัณฑะเป็นอวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนเพศของร่างกายเช่นเดียวกันกับรังไข่ หากไม่มีอวัยวะนี้จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพศทดแทนจากภายนอกที่ก่อความ เสี่ยงต่อโรคมะเร็งและอาจทำให้อายุสั้นกว่าปกติ

สาเหตุข้างต้นน่าจะเป็นปัจจัยที่พ่อแม่จะตัดสินใจได้ว่าจะอนุญาตให้ลูกแปลง เพศหรือไม่ หากเป็นทั้งสาเหตุจากร่างกายและจิตใจที่เป็นหญิงด้วยนั้น คงจะช่วยอะไรตัวเด็กไม่ได้แล้ว คงต้องยอมรับการตัดสินใจของลูก แต่ถ้าหากร่างกายของเด็กเหมือนผู้ชายปกติทุกอย่าง ยกเว้นเพียงจิตใจเท่านั้นที่คิดอยากเป็นหญิงก็ควรรอให้ตัวเด็กมีวุฒิภาวะ เพียงพอในการตัดสินใจมากกว่านี้เสียก่อน เพราะเมื่อเด็กมีเวลาคิดทบทวนมากขึ้นอาจทำให้เด็กเปลี่ยนใจที่จะไม่แปลงเพศ เลยก็ได้


การเลี้ยงดูปัจจัยหลักที่กระตุ้นด้านจิตใจของเด็กให้อยากเป็นผู้หญิง

มีงานวิจัยออกมาว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านจิตใจ สภาพแวดล้อมทางสังคม และการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กเหล่านี้มีจิตใจไม่อยากเป็นผู้ชาย เช่น พ่อแม่บางคนอยากมีลูกสาวแต่กลับมีลูกผู้ชายแทน ก็ปฏิบัติต่อลูกชายเหมือนเป็นลูกสาว ทำให้เด็กสับสนในเรื่องเพศมากขึ้น หรือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงของเพศชาย หากเด็กพวกนี้มีปัญหาอยู่และถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ชายด้วยแล้วจะเป็นตัว กระตุ้นให้เด็กพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้หญิงมากกว่า เพราะเด็กจะมีความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่เพศชาย

แต่หากเป็นปัจจัยทางร่างกายจะเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในช่วงการตั้งครรภ์ถ้าใน ช่วงนั้นไม่ได้ดูแลเด็กในครรภ์อย่างที่ควรจะเป็น โดยมีงานวิจัยที่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ผู้หญิงที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์สามเดือน จะมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็กในครรภ์ โดยเฉพาะสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องเพศหรือสมองด้านความคิด จะทำให้เกิดปัญหาการกำหนดฮอร์โมนเพศผิดไปจากที่ควรจะเป็น แม้ว่ารูปร่างหรือหน้าตาของเด็กผู้ชายบางคนจะมีผิวพรรณที่เหมือนผู้หญิง มากกว่า ก็เป็นเพราะว่ามีฮอร์โมนเพศชายน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายที่ลักษณะแบบนี้จะอยากมีจิตใจเป็นเพศตรงข้าม

แต่หากมองไปดูอิทธิพลทางด้านการเลี้ยงดู เด็กผู้ชายบางคนอาจจะไปอยู่ในกลุ่มผู้หญิงที่เก่ง มีความเป็นผู้นำสูง เช่น พ่อเป็นคนอ่อนแอ แต่แม่เป็นผู้หญิงเก่งเป็นผู้นำครอบครัว อาจทำให้เด็กประทับใจในเพศหญิงมากกว่า ดังนั้นพ่อแม่ควรเป็นต้นแบบทางเพศที่ถูกต้องให้เด็ก

หรือการที่เพศเดียวกันแล้วอยู่ด้วยกันฉันสามี-ภรรยา และพยายามหาบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงนั้น ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองในครอบครัวที่มีเพศทางด้านร่าง กายและจิตใจตรงกัน ทำให้เด็กสับสนได้ง่าย ดังนั้นการให้สิทธิ์แก่ครอบครัวเหล่านี้ในการรับเด็กไปเลี้ยงควรจะมองจาก ประโยชน์สูงสุดของเด็กมากกว่าเพราะเด็กมีสิทธิ์อยู่ในครอบครัวปกติเพื่อเป็น ต้นแบบในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง

เด็กชายที่มีจิตใจเป็นหญิงไม่ได้ป่วย

เด็กเหล่านี้ไม่ได้ป่วยหรือเป็นโรค แต่จะเป็นการซึมซับเอาวิธีหรือรูปแบบในการดำเนินชีวิต เป็นการบ่มเพาะ เหมือนกับการเอาเมล็ดแตงโมไปปลูกในกรอบลูกเต๋า เมื่อแตงโมโตขึ้นมาก็จะได้ผลมีรูปทรงตามที่ใส่ไว้ แต่คุณภาพของแตงโมก็ยังไม่เปลี่ยน เนื้อแตงโมจะมีรสชาติเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากรูปร่างข้างนอกที่เปลี่ยนเท่านั้น ลักษณะจะคล้ายกับการเลี้ยงดูเด็ก คือไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่จะเปลี่ยนในเรื่องความรู้สึกนึกคิดมากกว่า จากเพศหนึ่งไปเป็นอีกเพศหนึ่ง แต่ทุกอย่างเหมือนปกติหมด ไม่เหมือนเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านฮอร์โมนเพศหรือยีนโครโมโซมที่แตกต่าง ไปจากเพศชายคนอื่นๆ สิ่งนี้เป็นความผิดปกติทางร่างกาย คือปกติยีนโครโมโซมเพศทางกายกับเพศทางใจจะตรงกัน ถ้ายีนโครโมโซมตรงกับเพศตัวเองทุกอย่างแต่จิตใจไปทางผู้หญิงมากกว่า อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่บ่มเพาะขึ้นมา

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจ

พ่อแม่บางคนอาจจะยังไม่ยอมรับกับลูกที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งพ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าการที่ลูกมีเพศทางร่างกายและจิตใจไม่ตรงกัน ก่อปัญหาอะไรกับสังคมบ้าง ถ้ากังวลในเรื่องสังคมไม่ยอมรับ น่าจะติดตามสถานการณ์ทางสังคมให้ทันเหตุการณ์ เพราะปัจจุบันสังคมยอมรับมากขึ้น สำหรับปัญหาอื่นๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไร เว้นแต่ปัญหาที่พวกเขาไม่สามารถมีลูกด้วยตัวเองได้

พ่อแม่บางกลุ่มที่ถูกสั่งสอนให้ไม่ยอมรับก็จะเป็นเรื่องของความคิดที่ถูก สั่งสอนมาให้คิดแบบนี้ แท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรให้น่ากังวล เพราะเรื่องนี้ไม่ได้รุนแรง ไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้อื่น เพียงแต่พวกเขามีลูกไม่ได้แค่นั้น พ่อแม่ควรทำความเข้าใจในตัวลูก มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกให้มากที่สุด การบังคับจิตใจ ฝืนความรู้สึกของลูก หรือเรียกว่าการหักดิบ เหมือนทำลายความสุขของลูกมากกว่า ในเมื่อเขามีความสุขในทางที่เขาเลือกก็ควรคอยดูเขาว่าจะปรับตัวให้อยู่ใน สังคมได้อย่างไรโดยที่เขาไม่เดือดร้อน

การผ่าตัดแปลงเพศไม่น่าจะมีบทบาทให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากเป็นประเด็นของสุขภาพกายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พ่อแม่จึงไม่ควรช่วยเหลือส่งเสริมให้ผ่าตัดแปลงเพศทั้งที่ยังเป็นเด็ก เพราะจะมีแต่ผลเสีย ควรแนะนำให้เขารอจนกว่าจะมีวัยวุฒิเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน

การช่วยเหลือส่งเสริมให้ผ่าตัดแปลงเพศทั้งที่ยังเป็นเด็กยังเข้าข่ายกระทำ ทารุณกรรมต่อเด็กได้ อีกทั้งยังอาจมีความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายจนเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี

วิธีการเลี้ยงลูกให้เป็นไปตามเพศของตัวเอง

1.ควรดูพัฒนาการตามวัยของตัวเด็กแต่ละเพศ และเป็นไปตามบทบาททางเพศ ว่าแต่ละเพศควรมีบทบาทอะไรโดยเฉพาะบทบาทในครอบครัว ซึ่งจำเป็นต้องแสดงให้สมบทบาทความเป็นเพศของตัวเอง เพราะเด็กส่วนใหญ่ถ้าถูกเลี้ยงดูปกติและเป็นไปตามธรรมชาติเด็กมักจะใกล้ชิด กับแม่มากกว่าพ่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้แม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกอย่างเดียวแล้วพ่อมี หน้าที่หาเงินให้ครอบครัวเท่านั้น จะต้องสร้างความสมดุลให้แต่ละบทบาทของคนในครอบครัว โดยจะต้องเพิ่มบทบาทพ่อให้มากขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพ่อ แม่ ลูก สมดุลกัน

2.การเป็นแบบอย่างที่ดีในเพศของตนเอง ข้อนี้สำคัญที่สุด หากมีคนใดคนหนึ่งบกพร่องในบทบาทของตัวเองอาจทำให้ลูกอับอายว่าทำไมพ่อแม่ ต้องทำแบบนี้ เช่น ข่าวสะวิงกิ้ง การเข้าชมรมสับเปลี่ยนคู่นอนกัน เพราะหมกมุ่นแต่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาจเป็นปัจจัยที่เด็กจะถูกชักจูงไปในทางลบได้ง่าย หรือถ้าครอบครัวไม่มีความเหมาะสมในเรื่องเพศ เด็กอาจอยากลองมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีปัญหาตามมามากมาย โดยเฉพาะการเกิดโรคร้ายจากการมีเพศสัมพันธ์

สิ่งที่พ่อแม่ทำได้หากลูกมีเพศทางใจไม่ตรงกับเพศทางกาย คือการทำใจยอมรับในสิ่งที่ลูกเลือก เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เขาเป็นอยู่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้สังคม สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือเลี้ยงดูเขาตามแบบปกติที่ควรจะเป็น มอบความรักความใกล้ชิด ให้คำปรึกษา และให้กำลังใจ ก็จะทำให้เขากลายเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

สนใจข้อมูลการเลี้ยงดูเด็กอย่างสร้างสรรค์ หรือปรึกษาปัญหาพฤติกรรมเด็ก ติดต่อมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร 0-2412-0738 0-2412-9834 www.thaichildrights.org

หน้า 25