ค่ายบำบัดเด็กติดเน็ต (ข่าวต่างประเทศ 06พ.ค.51)



เห็นข่าวเยาวชนไทยเข้าร้านเน็ต เล่นอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เช้าจรดค่ำแล้วละเหี่ยใจ ไม่นับรวมพวกที่ไปก่อคดีอีกมากมายอันเป็นผลจากความไร้เดียงสาหรืออ่อนต่อโลก


แต่ใช่ว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาเยาวชนติดอินเทอร์เน็ตแต่เพียง ประเทศเดียว เพราะหลายประเทศเองก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นภัยรูปแบบใหม่ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตเยาวชน

เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ เจ้าแห่งเทคโนโลยีประเทศหนึ่งในเอเชีย ก็ประสบกับปัญหานี้ จนต้องเปิดค่ายสไตล์ทหาร ไว้บำบัดเด็กติดอินเทอร์เน็ต

เกาหลีใต้ได้เปิดค่าย Jump Up Internet Rescue School โครงการช่วยเหลือเด็กติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นค่ายแรกในเกาหลีใต้ที่จัดขึ้นเพื่อบำบัดเด็กติดเน็ต และอาจจะเป็นค่ายแรกของโลกก็เป็นได้

ภายในค่ายซึ่งประกอบด้วยค่ายฝึก และศูนย์บำบัดจะรวบรวมโปรแกรมฝึกต่างๆ จากทั่วโลกไว้ฝึกเด็กที่มีปัญหา ผู้ฝึกสอนจะเคี่ยวเข็ญเด็กๆ ให้ตะเกียกตะกายผ่านสิ่งกีดขวางแบบทหารทั้งหลาย ส่วนที่ปรึกษาก็จะนำการประชุมครั้งต่างๆ หรือแม้แต่การบำบัดด้วยการทำเวิร์กช็อปสอนเด็กทำเครื่องปั้นดินเผา หรือสอนตีกลองด้วยความหวังจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้สามารถหยุดพฤติกรรมติด โลกไซเบอร์สเปซ

ประชากรเกาหลีใต้เกือบร้อยละ 90 มีอินเทอร์เน็ตใช้ทุกบ้าน การเล่นเกมออนไลน์ถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่งของประเทศนี้ สังคมของเด็กๆ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ส่วนใหญ่เรียกว่า PC bang ซึ่งมีอยู่แทบทุกหัวถนน

แต่ความพร้อมในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลากลายเป็นดาบสองคม เมื่อผู้ท่องโลกไซเบอร์สเปซจำนวนมากกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถละสายตาไปจากจอ คอมพิวเตอร์ได้ การถูกบีบบังคับให้ใช้อินเทอร์เน็ตนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการทาง จิตอย่างหนึ่งในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐด้วย

อาการติดเน็ตกลายเป็นประเด็นระดับชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาท่าม กลางการรายงานข่าวว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์เสียชีวิตเพราะเล่นเกมออนไลน์ติดต่อกันหลายวัน นักเรียนนักศึกษาโดดเรียนเพื่อที่จะได้ออนไลน์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมทำร้ายตัวเองในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันรุนแรงอย่าง เกาหลีใต้

อัห์น ดง ฮุน นักจิตวิทยาเด็กประจำมหาวิทยาลัยฮันยาง ที่สำรวจเรื่องนี้มากกว่า 3 ปี เผยว่า มีเยาวชนโสมขาวอายุต่ำกว่า 18 ปีถึงร้อยละ 30 เสี่ยงที่จะมีอาการติดเน็ต โดยเด็กกลุ่มนี้มักจะใช้เวลาเล่นเน็ตอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งเล่นเกมและแชท ในจำนวนนี้หลายแสนคนอาจมีอาการติดเน็ตจริงๆ แล้ว เช่น ไม่สามารถหยุดใช้คอมพิวเตอร์ได้ มีความอึดที่จะนั่งออนไลน์ได้นานขึ้น ตลอดจนแสดงอาการโกรธ หรือโหยหาอย่างมากเมื่อไม่ได้เล่นเน็ต และส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย

เพื่อรับมือกับปัญหา รัฐบาลได้สร้างเครือข่ายศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดอินเทอร์เน็ตกว่า 140 แห่ง โครงการบำบัดของโรงพยาบาลอีกกว่า 100 แห่ง และล่าสุดคือแคมป์กู้ภัยอินเทอร์เน็ต โดยนักวิจัยได้สร้างแบบทดสอบขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยว่ามีอาการรุนแรงถึงระดับ เค-สเกล หรือไม่ ("เค" หมายถึง เกาหลี)

ขณะที่แพทย์ในจีนและไต้หวันก็รายงานว่าเยาวชนจำนวนมากในประเทศ เริ่มมีอาการเช่นเดียวกันนี้แล้วเหมือนกัน ส่วนในสหรัฐมีคนเสี่ยงที่จะเสพติดอินเทอร์เน็ตราว 9 ล้านคน แต่มีคลินิกเพียงหยิบมือที่จัดการกับปัญหานี้

สำหรับค่ายบำบัดของเกาหลีซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด นั้นจะประกอบด้วยโปรแกรมบำบัด 12 วัน แต่ละครั้งจะมีผู้ชายมาเข้าร่วมราว 16-18 คน ผู้เข้าร่วมจะได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้ครั้งละ 1 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้แอบเล่นเกมผ่านมือถือ ให้ออกกำลังกายเป็นกลุ่มอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการขี่ม้า หรือกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับโลกแห่งความจริง และลดบทบาทของโลกเสมือนจริงบนอินเทอร์เน็ตลงไป

ซึ่ง หลังจากเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจน ทำให้รัฐบาลเผยว่าจะเพิ่มจำนวนโปรแกรมบำบัดเป็น 2 เท่าในปีนี้

"เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ชีวิตโดยไม่ผ่าน อินเทอร์เน็ต เยาวชนเกาหลีใต้หลายคนไม่รู้ว่ากิจกรรมชีวิตเป็นอย่างไร" ลี ยุน ฮี ที่ปรึกษาประจำค่ายเผย โดยแรกเริ่มนั้นจะลำบากหน่อย เพราะแม้พักเพียงแค่ 10 นาที เด็กๆ ก็แอบไปออนไลน์แล้ว ทำให้ทางค่ายต้องคอยสอดส่องเด็กๆ ตลอดเวลา ทำให้เด็กมีกิจกรรมตลอดเช่นการซักเสื้อหรือทำความสะอาดห้อง

ลี ชาง ฮุน หนุ่มวัย 15 ปีเผยว่า เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ฆ่าเวลารอพ่อแม่กลับจากทำงานจนเริ่มติดใจโลกเสมือนจริง ในอินเทอร์เน็ต เพราะเขาประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมชมชอบมากกว่าตัวตนที่แท้จริง แต่ละวันใช้เวลาออนไลน์ถึง 17 ชั่วโมง ส่วนใหญ่หมดไปกับดูการ์ตูนญี่ปุ่น เล่นเกมต่อสู้ เขาเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนจนโดดเรียนอาทิตย์ละ 2-3 วันเพื่อนอนเอาแรง และเมื่อพ่อแม่เริ่มกำชับให้เขาไปโรงเรียน หนุ่มลีก็เริ่มตอบโต้รุนแรง คิม ซุน โยล แม่ของเขาจึงตัดสินใจส่งเข้าค่ายนี้

"เขาเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่เคยหลงใหลในสิ่งที่ชอบ แต่ตอนนี้เขาทิ้งไปง่ายๆ และเอาแต่หมกมุ่นกับเกม" คุณแม่คิมเผย ในขณะที่หนุ่มลีมองในมุมต่างกับแม่

"ผมไม่มีปัญหาอะไร การออนไลน์วันละ 17 ชั่วโมงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้" หนุ่มชาง ฮุน เผยหลังเข้ารับการบำบัดในช่วง 3 วันแรก แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเปลี่ยนใจ ชาง ฮุน และเด็กหนุ่มอีก 17 คนต้องเดินสวนสนามท่ามกลางฝนในฤดูหนาว หนุ่มวัย 15 ปีค่อยๆ กางแขนยืนทรงตัวขึ้นบนเสาสูงโดยมีเพื่อนๆ ดึงเชือกนิรภัยที่โยงไว้กับอกให้ ก่อนที่ครูฝึกจะตะโกนถามชาง ฮุน ว่า "มีอะไรจะบอกกับแม่ไหม"

"ไม่" ชาง ฮุน ตะโกนตอบ

"บอกแม่ว่านายรักแม่" ครูฝึกตะโกนสั่งอีก

"ผมรักครอบครัวผม" ชาง ฮุน ตะโกนตอบอีกครั้งพร้อมกระโดดลงจากหอตามคำสั่งของครูฝึกก่อนจะวิ่งไปคลานและ กระโดดข้ามแท่งเหล็กท่ามกลางเสียงตะโกนว่า "ไฟติ้ง" ของเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อสร้างความฮึกเหิมในการฝึกต่อไป

หลังจากการฝึกเสร็จสิ้น โลกของชาง ฮุน เริ่มเปลี่ยนไป

"นั่นดีกว่าเกมเยอะเลย ผมไม่คิดถึงเกมเลยตอนนี้ ดังนั้นค่ายนี้อาจจะช่วยผมก็ได้ จากนี้ไป ผมอาจจะเล่นเกมออนไลน์แค่วันละ 5 ชั่วโมงก็เป็นได้" ชาง ฮุน กล่าวทิ้งท้าย

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์
ที่มา นิวยอร์ก ไทม์ส

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เรื่องเด่นวันเสาร์  พ.ค.51