เลือกของเล่นให้ลูก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ (06พ.ค.51)
ที่มา: เรื่อง อนุสรา ทองอุไร
แมกกาซีน หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2551
พ่อแม่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า “การเล่น” คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมของเด็กแต่ละช่วงวัย ในระยะ 6 ปีแรกของวัยเด็ก ถือเป็นช่วงเวลาทองที่เด็กจะเรียนรู้ทุกๆ อย่างได้ดีและรวดเร็ว ยิ่งฝึกมากใช้มาก ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเซลล์สมองในช่วงวัยนี้ จะสร้างใยประสาทเชื่อมโยงกันและกันมากมาย โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้า หรือบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม แต่หลังจาก 6 ปีไปแล้ว วงจรเชื่อมโยงใยประสาทต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้จะถูกตัดออกไป ดังนั้นช่วงอายุ 6 ปีแรก จึงเป็นช่วงสำคัญต่อการวางรากฐานของการเป็นคนฉลาด เก่ง ดี มีสุขให้แก่เด็ก บริษัท พาส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ได้จัดเสวนาเพิ่มพลังสมองด้วยของเล่นฝึกเชาวน์
รศ.พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ เจ้าของโรงเรียน “บ้านของเล่น” ผู้มีประสบการณ์การสอนเด็กเล็กด้วยการใช้ของเล่นพัฒนาสมองและทักษะด้านต่างๆ มากว่า 40 ปี กล่าวว่า ของเล่นคือ สิ่งที่ทำให้เด็กสนุก เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้
เลือกของเล่นให้เหมาะกับวัย
แต่การเลือกของเล่นเด็กในแต่ละวัย ต้องจัดให้เหมาะสมกับอายุ เช่น ช่วงอายุ 3-4 ปี กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แขนขาแข็งแรง ต้องให้เล่น วิ่ง กระโดด ปีนป่ายของเล่นที่หมุนเกลียว โยนรับของเบาๆ ผูกเชือก จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง คล่องแคล่ว การเล่นเลียนแบบท่าทาง เล่นสมมติกับตุ๊กตา หรือเล่นประกอบการเล่านิทาน การแสดงต่างๆ ประกอบเพลง จะช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ส่วนช่วงอายุ 4-6 ปี ควรเล่นเครื่องเล่นสนาม บ่อทราย เกมฝึกการควบคุมความเร็ว เช่น วิ่งไล่จับ กระโดดเชือก ยิมนาสติก ว่ายน้ำ เพราะการเล่นเหล่านี้ จะช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่ ฝึกทักษะ ความกล้า และการตัดสินใจ
ของเล่นที่ฝึกทักษะทางภาษา ได้แก่ หนังสือภาพ หนังสือนิทานเพลง เทปเพลง ฝึกการสังเกตเปรียบเทียบจำนวน ขนาด รูปทรง สี ได้แก่ โดมิโน การตัด-พับ การวาดภาพระบายสี ฝึกทักษะประสาทสัมผัสตาและมือให้สัมพันธ์กัน เช่น การร้อยลูกปัด การกรอกน้ำใส่ขวด
หลักการเลือกของเล่น
จะเห็นว่าของเล่นต่างๆ ที่เด็กใช้เล่น ไม่จำเป็นต้องเป็นของราคาแพง เป็นสิ่งของใกล้ตัวหาได้ง่ายภายในบ้าน แล้วแต่คุณพ่อคุณแม่จะนำมาประยุกต์ หรือประดิษฐ์ให้ การทำหรือการเลือกของเล่นให้เด็ก ต้องคำนึงถึง 4 ป. คือ
1.ปลอดภัย ทำจากวัสดุไม่เป็นพิษ ไม่แหลมคม ไม่เป็นวัสดุไวไฟ ไม่ถูกไฟชอร์ต ไม่เล็กเกินไปจนกลืนเข้าคอหรือหยิบใส่จมูก น้ำหนักเหมาะสม
2.ประโยชน์ ให้เด็กได้เรียนรู้ และใช้ความคิดที่เหมาะสมตามวัย ช่วยเร้าความสนใจ เช่น มีสีสันสะดุดตา กระตุ้นการรับรู้ สามารถดึง ถอด ต่อเป็นรูปต่างๆ ตามความพอใจ ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดจินตนาการ พัฒนากล้ามเนื้อ ประสาทตาและมือ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเรียน อ่าน เขียน และเลขต่อไป
3.ประหยัด ไม่แพง ใช้เศษวัสดุมาทำ ทำเองได้ไม่ยาก
4.ประสิทธิภาพ ได้ประโยชน์หลายอย่าง ดัดแปลงใช้ได้หลายด้าน ยากง่ายซับซ้อนพอเหมาะกับความสามารถของเด็ก
ที่สำคัญที่สุด ผู้ใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กแตะต้อง สัมผัส เล่นด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการออกคำสั่ง ห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เด็กได้ลองผิดลองถูก หากผิดพลาดเลอะเทอะ ก็อย่าเอะอะ ดุว่า เพราะความผิดพลาดจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งของเด็ก เป็นบทเรียนให้เด็กรู้จักป้องกัน ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น สิ่งสุดท้าย เล่นเสร็จต้องเก็บ ต้องฝึกนิสัยเด็กให้มีวินัย ฝึกเก็บของเล่นเข้าที่ทุกครั้ง จนเป็นนิสัย
การแบ่งประเภทของของเล่น
จะแบ่งเป็นได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1.ของเล่นที่ให้ความรู้พื้นฐาน เช่น สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด จำนวน ตำแหน่ง ทิศทาง
2.ของเล่นฝึกประสาทสัมผัสและประสาทสัมพันธ์ เช่น ตอก หยอด กด ร้อย ปัก เย็บ ผูก เกี่ยว อุด
3.ของเล่นที่ฝึกความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และกลไกของของเล่น
ของเล่นพัฒนาเชาวน์ไวไหวพริบ
ของเล่นเป็นรูป มิติ สัมผัสได้ ของเล่นทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อเด็กได้ผ่านการเล่นด้วยสมองเป็นเวลานาน จะเกิดประสบการณ์ตรง ในด้านการสังเกตรู้จักเปรียบเทียบความเหมือนความต่าง การจำแนกหมวดหมู่ความสัมพันธ์ ตำแหน่งและทิศทาง ในด้านความจำ เกิดทักษะการจำคำศัพท์ต่างๆ ลักษณะของสิ่งของต่างๆ ในด้านความคิด เด็กจะได้ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดต่อเนื่อง คิดอย่างมีเหตุผล คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ การเรียนรู้จากการเล่น สู่การพัฒนาเชาวน์ไวไหวพริบของเด็กทั้งสิ้น โดยมีพ่อ แม่ ครู ผู้วางรากฐานสำคัญ
บุคคลสำคัญต่อการพัฒนาเชาวน์ปัญญาของเด็ก ก็คือบุคคลดังกล่าว ก่อนอื่นทุกท่านต้องรู้ว่า เด็กวัย 3-6 ปี ต้องการโอกาสที่จะเคลื่อนไหวร่างกาย ต้องการการเล่นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาทางด้านอารมณ์ สังคม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคนเดียว หรือเล่นรวมหมู่ หากเด็กคนใดขาดโอกาสที่จะเคลื่อนไหว หรือเล่น แล้วถูกบังคับให้นั่งนิ่งๆ จะเป็นการฝืนธรรมชาติของเด็ก
เราจะพบเห็นเสมอๆ ที่มีผู้ปกครองหรือครู ชอบสั่งให้เด็กอยู่เฉยๆ เปิดทีวีให้เด็กดู เพื่อแก้ปัญหาความอยู่ไม่สุข เพื่อตนเองจะได้ทิ้งเด็กได้ แต่หารู้ไม่ว่า การให้เด็กดูทีวีแต่ยังเล็ก สมองจะไม่ได้รับการพัฒนาตามวัยและร่างกายก็จะพัฒนาช้า เพราะไม่ได้ออกกำลังรวมถึงปัญหาโรคอ้วนที่จะตามมา นอกจากนั้น เด็กยังจะขาดการปฏิสัมพันธ์กับคน มีปัญหาการสื่อสารและพัฒนาการทางอารมณ์ การห้ามเด็กไม่ให้วิ่งเล่น เคลื่อนไหว จึงเป็นผลร้ายต่อจิตใจเด็ก พ่อ แม่ ครู ควรช่วยกันเลือกของเล่นที่ปลอดภัย ประหยัด และส่งเสริมพัฒนาการ
จากปัญหาความไม่เข้าใจของครูและผู้ปกครองต่อการเล่นของเด็ก รวมถึงปัญหาสิ่งเร้ารอบตัวเด็กมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทีวี อินเทอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ ทำให้เด็กปัจจุบันขาดการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาเชาวน์ปัญญาของเด็กไม่เป็นไปตามวัยอันเหมาะสม
เคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้แข็งแรงทั้งกายและใจ
คุณแม่และคุณพ่อมือใหม่ที่กังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ และทำอย่างไรจึงจะดีที่สุดสำหรับลูกน้อย มีข้อแนะนำที่เป็นหัวใจสำคัญมาให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก
1.สุขภาพคุณแม่สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
ก่อนที่คุณแม่จะสามารถดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพดีได้นั้น คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดี อยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คุณแม่ที่ต้องการให้นมลูกเองควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้อง การ คือประมาณวันละ 8-10 แก้ว งดเว้นการดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ และอย่าลืมหมั่นออกกำลังกายเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะถ้าคุณแม่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ก็จะส่งผลให้คุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างสมบูรณ์ตามไปด้วย
2.น้ำนมแม่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด...
นมแม่เป็น “สุดยอดแหล่งอาหาร” ที่แสนประหยัด ให้คุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วน ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีอาหารชนิดอื่นมาทดแทนได้ และปราศจากสิ่งปลอมปนที่อาจเป็นอันตรายสำหรับลูกน้อยอีกด้วย ในน้ำนมแม่ยังมีสารที่ให้ภูมิคุ้มกันร่างกาย เปรียบเหมือนวัคซีนธรรมชาติที่ป้องกันลูกไม่ให้เจ็บป่วยในขณะที่ร่างกายลูก ยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่เต็มที่ เด็กที่กินนมแม่เป็นประจำ สมองจะพัฒนาได้ดีและจะมี IQ สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ และจะมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่สมบูรณ์ เพราะการที่แม่อุ้มลูกแนบกับอก เป็นการถ่ายทอดความรักและความอ่อนโยนที่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะได้ผลสูงสุดเมื่อให้เด็กกินนมแม่อย่างเดียวต่อ เนื่องจนกระทั่งครบ 6 เดือน
3.มั่นใจในความเป็นพ่อและแม่ของตัวเอง
ในการเลี้ยงลูกนั้น ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต้องมั่นคง หนักแน่น และมั่นใจว่าคุณสามารถดูแลและเลี้ยงดูลูกของคุณให้เติบโตขึ้นมาอย่างมี คุณภาพได้ บทบาทการเลี้ยงดูลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณแม่ฝ่ายเดียวเท่านั้น คุณพ่อควรมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกตั้งแต่แรกเกิด ทั้ง 2 ฝ่ายควรให้ความรัก ให้เวลาอยู่กับลูก พูดคุยกับลูก อ่านนิทานให้ลูกฟัง ชื่นชมเมื่อลูกประสบความสำเร็จ และให้การดูแลลูกอย่างใกล้ชิด พูดคุยอย่างมีเหตุผลกับลูกง่ายๆ ตามเกณฑ์อายุไปเรื่อย ลูกจะสามารถเจริญเติบโตเป็นเด็กดีและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคมในอนาคต
4.ช่างสังเกตและใส่ใจในรายละเอียดของลูกน้อย
พ่อแม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานจะได้ดูแลลูก เมื่อเจ็บป่วยเองได้ และมีอาการผิดปกติบางอย่างที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องสนใจและควรนำลูกน้อยไป ปรึกษาแพทย์
การที่คุณสามารถสังเกตและพาลูกน้อยไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันไม่ให้อาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นอยู่ในขั้นรุนแรง อาการอื่นของลูกน้อยที่คุณพ่อและคุณแม่ไม่แน่ใจ สามารถปรึกษากุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ไม่ควรกังวลกับ “ความสมบูรณ์แบบ” จนกระทั่งไปยึดเอามาตรฐานของลูกคนอื่นมาใช้กับลูก ขอให้คุณพ่อคุณแม่เน้นให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาการของเจ้าตัวน้อย คอยสังเกตและส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย และเลี้ยงดูเขาด้วยความรักและความเข้าใจ โดยมีความยืดหยุ่นบ้างตามความเหมาะสม และหมั่นสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นภายในครอบครัว เพียงเท่านี้ลูกก็จะมีความพร้อมทั้งกายและใจ จนสามารถเติบโตขึ้นในสังคมได้อย่างมั่นคง
