ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก มีหนทางในการช่วยเหลือและป้องกันหรือไม่ (08พ.ค.51)

จาก หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11016
โดย นพ.ตะวันชัย จิรประมุขพิทักษ์ คณะทำงานช่วยเหลือเด็กถูกทารุณกรรมแบบสหวิชาชีพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เรื่องน่าสลดใจของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ ปรากฏอยู่ในสื่ออย่างต่อเนื่อง "เด็กชายถูกล่วงเกินทางเพศในร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่" "เด็กหญิงวัย 4 ขวบถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน" และข่าวช็อคโลกที่เกิดขึ้นในออสเตรียอย่าง "เด็กสาวถูกพ่อกักขังและข่มขืนจนมีลูกด้วยกัน 7 คน"

กรณีเหล่านี้ เป็นตัวอย่างของการละเมิดสิทธิเด็กในยุคข้อมูลข่าวสารที่ซับซ้อนและมีหลาย รูปแบบ ไม่มีใครทราบว่าที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวนั้นมีอีกมากน้อยเท่าไร ทำให้มีคำถามว่าเราจะมีแนวทางในการช่วยเหลือและป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้หรือ ไม่

การทำความเข้าใจกับปัญหาดังกล่าว จำเป็นที่สังคมควรเข้าใจถึงความสำคัญของการละเมิดสิทธิเด็ก งานวิจัยต่างๆ บ่งชี้ว่า การล่วงละเมิดทางเพศนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก และมีผลต่อเนื่องถึงครอบครัวและสังคม นำไปสู่วงจรอุบาทว์ของปัญหาสังคมที่ไม่สิ้นสุด

รายงานจากสหประชาชาติ ถึงสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กทั่วโลกเมื่อปี 2006 โดยศาสตราจารย์ Paulo Pinheiro ระบุว่า ปัญหาการละเมิดทางเพศต่อเด็กมีอย่างแพร่หลาย พบได้ในสังคมต่างๆ ทั่วโลก การล่วงเกินทางเพศไม่ใช่ข้ออ้างในการแสดงความรักความเอ็นดู หรือเป็นวิธีเลี้ยงดูเด็กที่สังคมยอมรับได้ ในประเทศไทยเองมีการรายงานถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กที่รุนแรงและแพร่ หลายมานาน และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ รัฐได้ออกกฎหมายคุ้มครองเด็ก คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพื่อมุ่งให้รัฐรับผิดชอบและคุ้มครองให้เด็กปลอดพ้นจากการกระทำรุนแรงหรือ การกระทำอันมิชอบทั้งปวง ไม่ว่าจะเจตนาหรือละเลยระหว่างการดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล

มีการรณรงค์และออกกฎหมายอื่นๆ เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการปฏิบัติและดูแลจากหน่วยงานต่างๆ ในสังคมอย่างเข้าใจ เช่น มีการพยายามให้การนำเสนอข่าวในลักษณะนี้ทำอย่างระมัดระวัง ไม่ให้สื่อเปิดเผยชื่อหรือหน้าตาของเด็ก พ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัวที่สามารถสืบสาวไปถึงตัวเด็กได้ และได้มีการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กแบบสหวิชาชีพตามโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่ง เริ่มมีการตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลเด็ก ด้วยบุคลากรจากวิชาชีพต่างๆ เช่น กุมารแพทย์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานร่วมมือกับนักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่จากองค์กรเอกชน

โรงพยาบาล ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ก็เป็นโรงพยาบาลนำร่องแห่งแรกๆ พัฒนารูปแบบการดูแลเด็กทารุณกรรมแบบสหวิชาชีพ เพื่อให้เป็นรูปแบบตัวอย่างการทำงานแบบสหวิชาชีพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานพยาบาลอื่นๆ ทั่วไปได้

ประโยชน์ของการ ทำงานแบบสหวิชาชีพ เพื่อให้การทำงานมีลักษณะเป็นทีมและครบวงจร เด็กได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วทั้งร่างกายและจิตใจ และช่วยเหลือทางกฎหมายไปพร้อมกัน ลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านจิตใจของเด็ก

ที่สำคัญคือ การทำงานแบบสหวิชาชีพช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานทางนิติ เวชได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

ฉะนั้น กลไกช่วยเหลือที่ดีจะช่วยให้ตรวจพบปัญหาได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้เด็กได้ รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและครบวงจร แต่ในทางปฏิบัติแล้วปรากฏว่าการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเด็กกับกลไกการช่วย เหลือยังไม่สอดคล้องกัน มีผลทำให้การคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กที่ถูกทารุณกรรมไม่ได้เกิดผลอย่างที่ ควรจะเป็น อุปสรรคต่างๆ ยังมีอยู่หลายด้าน เช่น ระบบการประกันสุขภาพที่ยังไม่ให้สิทธิ หรือไม่เอื้ออำนวยให้เด็กเร่ร่อน เด็กที่ย้ายตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานย้ายถิ่น เด็กไม่มีสัญชาติ หรือมีปัญหาในการแจ้งเกิด เด็กที่ถูกทารุณกรรมจำนวนมากจึงไม่สามารถเข้าถึงการบริการ เพื่อรับแม้แต่การรักษาพยาบาลเบื้องต้นได้

การส่งต่อเด็กให้โรง พยาบาลที่มีทีมสหวิชาชีพดูแลก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก หากเด็กคนนั้นโชคดีอยู่บ้างที่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากสถาน พยาบาลต้นสังกัด เด็กอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ย้ายไปรักษาต่อในสถานพยาบาลที่มีทีมสหวิชาชีพ โดยได้รับการรักษาแต่ปัญหาทางกายเท่านั้น อาจลืมหรือมองข้ามการช่วยเหลือเด็กในด้านอื่นๆ เช่น การมองหาสาเหตุและการป้องกันการทารุณซ้ำ การบำบัดฟื้นฟูจิตใจ หากพยายามจะรักษาเองก็อาจยังขาดความพร้อมด้านบุคลากร และความกังวลต่อค่าใช้จ่ายที่สูงในการรักษาระยะยาว จึงมีความเสี่ยงสูงที่เด็กจะถูกทารุณซ้ำอีก

แนวทางหนึ่งที่รัฐสามารถ กระทำได้คือ การให้สิทธิในการรักษาฟรี (อย่างน้อยก็เบื้องต้น) แก่เด็กที่คณะทำงานคุ้มครองเด็กของสถานพยาบาลรับรองว่าสมควรได้รับการช่วย เหลือ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมิน รักษา และตรวจหาหลักฐานอย่างเร่งด่วน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อาจจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลเด็ก โดยตรง อาจจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับการดูแลรักษาเด็กที่สงสัยว่าถูกทารุณกรรมที่จำ เป็นต้องได้รับการดูแลรักษาในระยะยาว รัฐควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งทีมสหวิชาชีพตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศโดยเร็ว เพื่อให้สถานพยาบาลในท้องถิ่นสามารถช่วยเหลือดูแลเด็กและครอบครัวในพื้นที่ ได้เอง

แน่นอนว่า การป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาแล้ว จึงแก้ไข นโยบายของรัฐที่เอาจริงเอาจังในการส่งเสริมความแข็งแรงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายและองค์กรต่างๆ การช่วยรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา การมีมาตรการเฝ้าระวัง การสร้างชุมชนและประชาสังคมที่เข้มแข็งและหลากหลายน่าจะช่วยป้องกันปัญหาได้ ในระยะยาว

เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาที่รุนแรงของสังคม จำเป็นที่ทุกคนควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง มีนโยบาย-มาตรการการช่วยเหลืออย่างเข้าใจและจริงจัง จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กกลายเป็นปัญหาสังคมต่อไปในอนาคต

หน้า 26