ข่าว Update

รู้ทัน’โนโมโฟเบีย’ โรคติดโทรศัพท์มือถือ

mobile

สถานการณ์ที่ 1 :

“ตึ่ง…ตึ๊ง…” เสียงไลน์เตือนบอกว่ามีข้อความเข้ารีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไป “ถึงไหนแล้ว…” รอคำตอบด้วยใจจดจ่อ จ้องมองที่หน้าจอตาไม่กะพริบ แต่สิ่งที่พบก็ทำให้ใจตกไปอยู่ตาตุ่ม “ตายแล้ว…เซ็งเบย…แบตจะหมด สายชาร์จก็ไม่มีด้วย ทำไงดี…” ได้แต่บอกและถามตัวเองอยู่ในใจ


สถานการณ์ที่ 2:

ยืนต่อแถวรอรถไฟฟ้าอยู่ที่สถานีแห่งหนึ่ง เมื่อรถมาถึงก็รีบแทรกตัวเข้าไปหาที่ยืนในขบวนได้
จับห่วงยืนโหน สายตาชำเลืองมองรอบตัว เห็นใครต่อใครต่างกำลังวุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตัวเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กวัยไม่น่าจะถึง 10 ขวบ ที่กำลังสนุกสนานอยู่กับการเล่นเกม

อย่ากระนั้นเลย ตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเล่นบ้าง แต่ปรากฏว่าต้องอุทานออกมาเสียงหลง “มือถือหายยย!”
เช็กอาการ’ติดโทรศัพท์มือถือ’


เรื่องเล่าข้างต้น เป็นเพียง 2 สถานการณ์ตัวอย่างที่สามารถเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของใครหลายคน


เป็นเหตุการณ์สมมุติที่สามารถใช้วัดอาการของโรคสมัยใหม่อย่าง “โนโมโฟเบีย” หรือที่แปลเป็นไทยได้ชื่อว่า “โรคติดโทรศัพท์มือถือ” หากอยากรู้ว่าตัวเองเข้าข่ายหรือเปล่า ลองสังเกตจากอาการต่างๆ ต่อไปนี้ดูว่ามากน้อยแค่ไหน


เครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว โทรศัพท์แบตหมด หรือว่าอยู่ในที่ไร้สัญญาณ


ยังรวมถึงลักษณาการบ่งบอกสัญญาณของโรค อย่าง หมกมุ่นอยู่กับการเช็กดูมือถือตลอดเวลา, มักกังวลว่าโทรศัพท์มือถือหาย, โทรศัพท์มือถือต้องวางอยู่ในรัศมีที่เอื้อมถึงและต้องวางอยู่ถูกที่เสมอ, คนพูดเตือนว่าให้วางมือถือได้แล้วมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน, ใช้เวลากับโทรศัพท์มากกว่าการสนทนากับผู้คนตรงหน้า, ก่อนทานอาหารต้องถ่ายรูปอาหารลง เฟซบุ๊ก, ภายในหนึ่งนาทีหลังเจอหน้าเพื่อนจะต้องถ่ายรูปเพื่อโหลดลงเฟซบุ๊ก


“โนโมโฟเบีย” เป็นอาการที่เกิดจากความหวาดกลัวจากการขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อการติดต่อสื่อ สาร รวมไปถึงภาวะความเครียดที่อยู่ในจุดอับสัญญาณ หรือแบตเตอรี่หมด จนไม่สามารถติดต่อใครได้


“YouGov” ซึ่งเป็นองค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร บัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกอาการของโรคนี้ขึ้นเมื่อปี 2008 จากการนำคำว่า no-mobile-phone มารวมกับคำว่า phobia หรือโรคกลัวในทางจิตเวช จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล เป็นความกลัวที่มากกว่าความกลัวทั่วๆ ไป


ผลจากการศึกษาของ Helsinki Institute for Information Technology ประเทศฟินแลนด์ พบว่า โดยเฉลี่ยคนจะเช็กโทรศัพท์มือถือวันละ 34 ครั้ง โดยมักจะเช็กอีเมล์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแอพพ์ต่างๆ โดยจะใช้เวลาเช็กไม่เกิน 30 วินาที


สำหรับสาเหตุที่เช็กนั้นไม่ใช่เพราะมีเรื่องด่วน แต่ว่าเป็นสิ่งที่ทำประจำจนเป็นนิสัยแล้ว หรือห้ามใจไม่ไหว ดังนั้น หากวางมือถือผิดที่จะใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทราบว่ามือถือหาย
นักวิจัยวิทยาวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนอายุน้อยมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่า เพราะช่วงวัยรุ่นจะติดเพื่อน ติดเกมมากกว่า


เรื่องนี้จากการพูดคุยกับ “เปรม” หรือ กรณัฐ การุณย์ หนุ่มวัย 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็ยอมรับว่าติดทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก รวมทั้งเกม รวมถึงโทรศัพท์มือถือ


“ผมว่ามันสำคัญ ผมชอบโหลดเกมมาเล่น ซึ่งหลายเกมเป็นเกมออนไลน์ ต้องใช้เวลาเล่นที่ต่อเนื่อง เพราะต้องแข่งขันกับเวลา และคู่ต่อสู้คนอื่น แน่นอนว่าผมต้องนั่งก้มหน้าจ้องโทรศัพท์ตลอด”


นอกจากจะเป็นปัญหาทางจิตแล้ว การติดโทรศัพท์ได้สร้างปัญหาทางกายให้กับกรณัฐอีกด้วย


“หลายครั้งก็ปวดหัว ปวดตา ปวดเมื่อยหลัง และปวดช่วงต้นคอ” กรณัฐบอก และเผยอีกว่า “การติดโทรศัพท์มีผลกระทบต่อการเรียนของตัวเองบ้าง เพราะหลายๆ เกมสนุกจนดึงดูดความสนใจมากกว่าวิชาเรียนที่อยู่ตรงหน้า ว่างเมื่อไหร่ก็หยิบทันที และทุกครั้งที่อยู่คนเดียวก็หยิบมาเล่น หรืออย่างพักหลังๆ นี้แม้ว่าอยู่กับเพื่อน หากว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็หยิบโทรศัพท์มาเล่นเลยเหมือนกัน”


สำหรับการติดตามเรื่อง “โนโมโฟเบีย” ในประเทศไทย

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่ง การเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ออกมาเปิดเผยผลสำรวจหัวข้อว่า “1 วันในชีวิตเด็กไทย” ในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 3,000 คนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด


พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือวงจรชีวิตของเด็กไทยใน 1 วัน สิ่งแรกที่เด็ก 51% ทำหลังตื่นนอน คือการเช็กโทรศัพท์มือถือ สิ่งสุดท้ายที่เด็ก 35% ทำก่อนนอนคือใช้โทรศัพท์มือถือเล่นเฟซบุ๊กและไลน์


ซึ่งยืนยันได้จาก “บีบี” ภูษิตา พลรักษ์ พนักงานออฟฟิศวัย 23 ปี ซึ่งบอกเล่าว่า โทรศัพท์เป็นสิ่งแรกที่เธอหยิบ และเป็นสิ่งสุดท้ายที่วางก่อนนอน โดยแอพพลิเคชั่นประจำของเธอคือ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม และมีกิจกรรมสำคัญคือ “ถ่ายรูป”


“ไม่รู้ว่าติดโทรศัพท์หรือเปล่า แต่เป็นสิ่งที่ห้ามลืม และแฟนชอบบ่นว่า พอไม่เจอกันก็บอกว่าคิดถึง พอเมื่ออยู่ด้วยกัน ก็เล่นแต่โทรศัพท์ จนต้องตั้งกฎว่า เวลาอยู่ด้วยกันต้องห้ามเล่น” ภูษิตาเผยถามว่า มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการติดโทรศัพท์ไหม?


หญิงสาวตอบว่า “เคยมี ตอนนั้นเราเล่นโทรศัพท์แชต ถ่ายรูปทั้งวันจนแบตหมด แล้วมารู้ทีหลังว่าจังหวะนั้นมีคนโทร.มาติดต่อให้เราไปทำงาน ซึ่งเมื่อเราโทร.กลับไป ก็พบว่าเขาเลือกคนอื่นทำงานแทนเราไปแล้ว”


เมื่อหมอเป็นเอง จนต้องหาทางแก้เพราะ “โทรศัพท์สมาร์ทโฟน” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ก็จำเป็นต้องมีเจ้าเครื่องมือนี้ใช้ในการติดต่อสื่อสาร


นพ.ประยูร เจนตระกูลโรจน์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลผิวหนังอโศกและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนัง ที่ถึงแม้จะมีอาชีพหลักเป็นนายแพทย์ แต่เมื่อตัวเองมีประสบการณ์ตรงจากผลกระทบของปัญหาโทรศัพท์ ทำให้เริ่มค้นหาข้อมูล ก่อนจะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรคประหลาด นี้ให้ฟัง


คุณหมอเล่าว่า ครั้งหนึ่งที่กำลังเดินพักผ่อนในห้างสรรพสินค้า ผมเกิดทำมือถือหาย จังหวะนั้นความกังวลใจและความเครียดเข้ามาในหัวเลย เราคิดทันทีว่า ถ้าโรงพยาบาลโทร.ตามเพราะมีเคสพิเศษล่ะ? คนไข้จะเป็นอย่างไร?


“การไม่มีโทรศัพท์ทำให้เรารู้สึกว่ามีปัญหาแล้วการขาดการติดต่อ ให้ความรู้สึกไม่เป็นสุข แทนที่จะได้พักผ่อน เป็นเวลาสบาย กลับกลายเป็นความฉุกเฉิน และพยายามพาตัวเองกลับไปอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะสื่อสารให้ได้”


จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ นพ.ประยูรติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับอาการที่ตัวเองประสบกระทั่งได้ข้อวิธีการสังเกตของอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


รวมถึงวิธีการรักษานพ.ประยูรได้ให้ความรู้ว่า ต้องใช้การรักษาแบบ Connitive Behavior Therapy (CBT) ซึ่งเป็นการรักษาที่นิยมใช้ในกลุ่มผู้มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และอาการกลัวในระดับต่างๆ ทำโดยการปรับเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแปลงความเชื่อเฉพาะตัวและกรอบความคิดเพื่อให้ผู้ป่วยเห็นปัญหาใน ปัจจุบัน และสามารถลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้


คนส่วนใหญ่ที่รับการรักษาจนหายดีแล้ว จะรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถือให้ต้องมาคอยเป็นกังวล แต่ หากสำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการติดโทรศัพท์ อาจารย์หมอบอกว่า อาจลองรักษาด้วยตัวเองก่อน เริ่มง่ายๆ จากการลองใช้ชีวิตโดยปราศจากมือถือสักช่วงหนึ่ง


“อาจเป็นช่วงวันหยุดหรือช่วงสุดสัปดาห์ที่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องงาน อาจออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือฝึกหายใจด้วยโยคะ ปิดโทรศัพท์มือถือเมื่อเข้านอน หมั่นแบ๊กอัพข้อมูลในโทรศัพท์มือถือไว้เสมอเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเป็นกังวล


“แต่หากทำแล้วรู้สึกว่าไม่สามารถอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือได้ ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง”


นพ.ประยูรทิ้งท้ายอีกด้วยว่า ยังมีวิธีการที่ง่ายที่สุดเมื่อเตรียมจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น ทางแก้ไขคือเดินไปคุยกับใครสักคนที่อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ก็จะพบว่าไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว

สถานการณ์ที่ 3

“กริ๊ง!” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายกระแทกเสียงเข้ามาทันทีว่า “เฮ้ย!!! ทำไมติดต่อยากจังว๊ะ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ ทักในเฟซไปก็เงียบ…”
“เอ่อ…”"เอ่อ…อะไร อยากรู้ทำไมถึงติดต่อยากจัง?”คู่สนทนาบอกว่า…
“ติดต่อยากยังไง โทร.มาก็รับสายอยู่นี่ ที่บอกว่าส่งข้อความมาทางไลน์ ทักมาในเฟซบุ๊ก จะติดต่อได้ไงล่ะ…ก็ไม่ได้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน”

ที่มา: วรรณโชค ไชยสะอาดหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 10 ก.ย. 2556

พิมพ์อีเมล