ข่าว Update

81% ของอาชญากรรมออนไลน์มาจากโซเชียลมีเดีย

SocialMediaAndCrimeปกติแล้วบทความเกี่ยวกับ “โซเชียลมีเดีย” ส่วนใหญ่ที่นำเสนอมักเป็นข้อมูลในเชิงบวกไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในด้านการตลาด รวมถึง ด้านธุรกิจและการสื่อสารก็ตาม แต่ในวันนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมในการใช้งาน ซึ่งเป็นภัยแฝงใกล้ตัวที่ใครหลายคนอาจไม่รู้เคยมาก่อน

เว็บไซต์ Instantcheckmate.com ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่ตกเป็นเหยื่อของเหล่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ทุก 1 ใน 5 คน โดยคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนในแต่ละวัน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการใช้งานโซเชีย ลมีเดียมากถึง 81% รวมถึงผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 35% เคยตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เหล่านี้มาแล้วไม่ว่าเป็น ด้วยวิธีการแฮกข้อมูลส่วนตัวหรือการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ (Scam)

รูปแบบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่มักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การสวมรอยโดยนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ (Identity Theft), การต้มตุ๋นและหลอกลวง ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นี้คิด เป็นจำนวนมหาศาล และมากกว่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจผิดกฎหมาย อย่าง การค้ายาเสพติดทั้งโคเคน, เฮโรอีนและกัญชา รวมกัน

นอกจากนี้ “อาชญากรรมทางเพศ” และ “การโจรกรรมของนักย่องเบา” ก็พบว่าเป็นอีกภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นจากการใช้งานโซเชียลมีเดียที่ผู้ใช้งาน ไม่มีความรัดกุมและความรอบคอบเรื่องความปลอดภัยมากพอ โดยกว่า 78% ของโจรในยุคนี้หันมาใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเป็นแหล่งและช่องทางในการค้นหา เหยื่อ และอีก 54% ของกลุ่มโจรยังระบุว่า พฤติกรรมในการใช้งานอย่างการเช็คอินและการโพสต์สเตตัสต่างๆ ก็เป็นความผิดพลาดของผู้ใช้งานที่อาจนำภัยมาสู่ทรัพย์สินได้โดยไม่รู้ตัว

กลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่พบว่ามีความเสียงสูงต่อการเกิดอาชญากรรม ทางคอมพิวเตอร์ ได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยในปี 2010 ที่ผ่านมามีเยาวชนที่อายุไม่เกิน 10 ปีใช้งาน Facebook คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของผู้ใช้งานทั้งหมด ผู้ใช้งานกลุ่มนี้นิยมใช้ข้อมูลจริงบนโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วน ตัว (อายุ, ที่อยู่, ชื่อโรงเรียนและเบอร์โทรศัพท์) รวมไปถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอต่างๆ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดล้วนมีความเสี่ยงและอาจจะไปสู่การก่ออาชญากรรมทาง คอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

อีกทั้งผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่บางกลุ่มก็พบว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการตก เป็นเหยื่อเช่นกัน ผลการสำรวจระบุว่า มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 66% ในปัจจุบันที่ไม่รู้จักวิธีการในการกำหนดค่า “ความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน” (Privacy Setting) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวจากคนแปลกหน้า

ข้อมูลทั้งหมดเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภัยแฝงที่มากับการใช้งานโซเชียลมี เดียในปัจจุบัน ผู้ใช้งานไม่ว่าเป็นกลุ่มเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม หากมีความประมาทและขาดความรอบคอบในการใช้งาน ก็ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อของเหล่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ได้ในยุคนี้ได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก http://thumbsup.in.th

พิมพ์อีเมล