ข่าว Update

ยุค”แชต-แชร์”ทันใจ”โค้ก”หัวไว Share ไกลกว่า

เขียนโดย สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน วันที่ . ฮิต: 1848

leveraging-social-mediaเว็บไซต์ Wishpond.com ทำการสำรวจถึงการใช้งาน Facebook (เฟซบุ๊ก) ล่าสุด เมื่อ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพบว่า มีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกรวมกันอยู่ที่ 1,150 ล้านคน ในจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดนี้มีกลุ่มที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ คิดเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งหรือกว่า 699 ล้านคน

ยุคแชตแชร์โตไวกว่าการอ่าน

รายงานจาก Social bakers.com ระบุว่า แบรนด์สินค้าหรือบริ-การในประเทศไทย (สิงหาคม 2556) ที่มีแฟนเพจมากที่สุด ได้แก่ NerKoo.com (เนื้อคู่ แชตหาคู่) ด้วยจำนวนกว่า 2.41 ล้านคน รองลงมาคือ ICHITAN (อิชิตัน) กว่า 1.89 ล้านคน KUTE CLUB กว่า 1.87 ล้านคน Pepsithai 1.69 ล้านคน GTH 1.43 ล้านคน

การเติบโตของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทุกขณะ ไม่เพียงแต่ Face book ที่มีผู้ใช้งานราว 22 ล้านคน เพราะยังมีสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมใช้อีกหลายตัว อาทิ LINE (ไลน์) ซึ่งมีคนไทยใช้ประมาณ 18 ล้านคน Twitter (ทวิตเตอร์) ประมาณ 2 ล้านคน หรือ In-stagram (อินสตาแกรม) ประมาณ 8.7 แสนคน

ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าสังคมเมืองหรือต่างจังหวัด ผู้คนต่างเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้โลกของการแบ่งปันข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย บางครั้งก็อาจมีประสิทธิภาพกว่าสื่อกระแส หลักด้วยซ้ำไป

กลุ่มเกย์เหมาะเจาะสื่อโซเชียล

นายทรงเดช ไตรรัตน์รังษี หรือ หนุ่ม จี-สตาร์ เจ้าของสถานบันเทิงสำหรับชาวเกย์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า กลุ่มเกย์ใน ปัจจุบันมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดต่อกัน และมักจะแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจโดยเฉพาะของกลุ่มเกย์ ดังนั้น การทำตลาดสถานบันเทิงอย่าง “จี-สตาร์” ทั้งในกรุงเทพฯ 2 แห่ง เชียงใหม่ 1 แห่ง จึงใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการทำตลาด

ยกตัวอย่างกรณีการเปิดตัวของ จี-สตาร์ วินเทจ สถานบันเทิงสำหรับชาวเกย์ที่เชียงใหม่ หลังจาก การโพสต์ข้อความ และความเคลื่อนไหวผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ในวันแรกมีผู้เข้ามาใช้บริการ อย่างล้นหลาม แม้จะไม่มีการทำตลาดอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือเหล่านี้ โดยกลุ่มสังคมที่มีความพิเศษ อย่างกลุ่มชาวเกย์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีสื่อสำหรับพวกเขาแค่เพียงนิตยสารเกย์ ซึ่งแม้ปัจจุบันยังมีสื่อชนิดนี้อยู่ แต่การใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร อาจจะยังต้องอาศัยเวลานานกว่ามาก

จากแชตแชร์สู่กลยุทธ์การแบ่งปัน

สังคมออนไลน์ ก็คือความสัมพันธ์ ของมนุษย์ในอีกรูปแบบ แต่มีประสิทธิภาพ สูงในทุกวันนี้ ซึ่งนักการตลาดสามารถพลิกผันมาเป็นแง่มุมของการตลาดได้หลากรูปแบบ เช่น การให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา กิจกรรมทางการตลาด หรือการสร้าง แบรนด์และความภักดีต่อแบรนด์

ล่าสุดมีแคมเปญใหญ่ระดับโลก ที่เล็งเห็นว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์มีความหมายเพียงใดต่อการดำรงอยู่ในโลก ใบนี้ ภายใต้แคมเปญ “ต้องซ่า ต้องกล้า ส่งโค้กให้” หรือ “Share a Coke” ของ โคคา-โคลา ซึ่งหลายคนอาจ จะผ่านตากับภาพยนตร์โฆษณาไปแล้ว

แม้จะเป็นแคมเปญที่มุ่งสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับผู้คนทั้งในโลก จริงๆ และโลกออนไลน์ แต่กล่าวได้ว่า นี่คือแคมเปญที่เข้าถึงความเป็นไปของ คนในยุคนี้ ที่เมื่อเจออะไรเป็นประเด็นก็ต้องโพสต์บอกกล่าวเพื่อนฝูง ยิ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวอย่างชื่อเล่นของตัวเอง หรือความรู้สึกที่มีอยู่ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ก็มีโอกาสสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ได้มากขึ้นเช่นกัน

โคคา-โคลาฉีกแนวป้องแชมป์

เล่าย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โคคา-โคลา เปิดตัวแคมเปญนี้ในออสเตรเลีย โดยพิมพ์ชื่อของผู้คนราว 100 กว่าชื่อ บนบรรจุภัณฑ์ ก่อนที่จะขยาย รูปแบบนี้ไปยัง 50 ประเทศ ทั่วโลก และวันนี้ก็วนมาถึง ประเทศไทย ด้วยการพิมพ์ ชื่อเล่นกว่า 80 ชื่อ พร้อมคำอื่นๆ ที่แสดงความรู้สึก ชื่นชมยินดีอีกประมาณ 10 แบบ อาทิ คนหล่อ คนสวย คนน่ารัก ฯลฯ ลงบนกระป๋องและขวดโค้ก 250 ล้านขวด/กระป๋อง เพื่อมุ่ง หวังให้คนไทย “ส่งโค้ก ส่งความรู้สึกดีๆ ให้กัน” ซึ่งโค้ก ก็มี #ShareaCokeTH ผ่าน Instagram และ Facebook ให้ทุกคนเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์ในแคมเปญนี้ด้วย

เรียกว่าเป็นการจับถูกจุดในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังเป็นอีกปัจจัย หลักในการดำรงชีวิตของคนไทย และถือว่ามาได้ถูกทางระหว่างที่ “โค้ก” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดน้ำอัดลมในตอนนี้

ย้อนไปในตลาดน้ำอัดลม ปัจจุบันนี้แม้ว่า “เป๊ปซี่” จะฟื้นคืนชีพและประกาศทวงแชมป์กลับมาให้ได้โดยเร็วด้วยความพร้อมรอบด้านทั้ง โรงงานทันสมัย การกระจายสินค้าที่กำลังขยาย พร้อมทั้งแบรนด์ที่ยังแข็งแกร่ง และการตลาดที่ยังเข้มข้น ส่วน “เอส” ก็ยังเป็นน้องใหม่มาแรง ที่พยายามมาจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาพรวมของตลาดน้ำ อัดลมหลังพายุโหมกระหน่ำผ่านไปเกือบปีแล้ว ก็ยังมี “โค้ก” เป็นเจ้าตลาดอยู่ในตอนนี้

นายคอสตาส เดลิอาลิส ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรวมน้ำอัดลมในประเทศไทย มีมูลค่ากว่า 4.4 หมื่นล้านบาท รายงานจากเดอะ เนลสัน (ประเทศไทย) ระบุว่า ในรอบ 1 ปี (ก.ค.2555-มิ.ย.2556) โค้กยังครองความเป็นผู้นำตลาดอยู่ที่ 56.5%

ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรกตลาดน้ำอัดลมในประเทศไทยเติบโตเพียง 7% ขณะที่แบรนด์โค้กทั้งหมดเติบโต 21% จึงนับเป็นอีกปีที่ถือว่าเป็นความสำเร็จ หลังจากที่ต้นปีที่ผ่านมา โคคา-โคลา ประเทศไทย ได้ประกาศสถิติรายได้ ปี 2555 ที่ 3 หมื่นล้านบาทมาแล้ว

และเป้าหมายของโคคา-โคลา ในปีนี้ ก็ยังคงรักษาการเติบโตต่อเนื่องพร้อมด้วยการรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ให้มั่น โดยแคมเปญนี้ ใช้งบประมาณ ถึง 140 ล้านบาท

ชวนเล่นเกมล่าชื่อชิงรางวัล

สิ่งสำคัญนอกเหนือจากความสนุกและรู้สึกภาคภูมิใจที่จะเกิดขึ้นกับชื่อของ ผู้คนบนบรรจุภัณฑ์ หรือความรู้สึกดีๆ จากข้อความเหล่านั้นแล้ว ยังมีกิจกรรมเพื่อลุ้นรางวัลกว่า 4 ล้านบาท โดยให้ผู้บริโภคสะสมบรรจุภัณฑ์ฉลากพิเศษได้มากที่สุดโดยไม่ซ้ำกัน 5 อันดับแรกในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน รับรางวัลทัวร์ชมฟุตบอลโลกที่บราซิล หรือรับบัตรชมคอนเสิร์ตระดับโลกที่อังกฤษ โดยมีเว็บไซต์ รวมทั้งเฟซบุ๊กของโค้กประเทศไทยเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารตลอดแคมเปญนี้

นายคอสตาส กล่าวว่า แคมเปญนี้ได้เปิดตัวและประสบความสำเร็จอย่างสูงในกว่า 50 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส บราซิล เยอรมนี ออสเตรีย กรีซ และอิสราเอล ส่วนประเทศไทย ได้เริ่มทดลองวางตลาดกระป๋องโค้กวันแม่ ซึ่งมียอดขายกว่า 5 ล้านกระป๋องภายใน 1 เดือน (สิงหาคม 2556)

คนไทยขี้อายแต่ชอบสื่อสังคม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ โค้กได้ค้นพบว่า คนไทยเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรู้สึกต่อกัน ดังนั้น นอกจากชื่อเล่นแล้ว สิ่งที่ประทับบนขวดและกระป๋องโค้กในไทย ยังมีถ้อยคำแสดงถึงความรู้สึกต่างๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในเอเชีย ดังนั้น จึงหวังว่าแคมเปญนี้จะมีส่วนในการเสริมความเชื่อมั่นและสานความสัมพันธ์ให้ กับคนไทยด้วย

ส่วนชื่อเล่นที่ได้รับการคัดเลือกมาอยู่บนกระป๋อง ก็เป็นชื่อที่สำรวจมาแล้วว่าได้รับความนิยมสำหรับคนไทย อย่างเปิ้ล แอน น้ำ เจี๊ยบ บอย แบงค์ ฯลฯ ดังนั้น ผู้ที่มีชื่อซ้ำกับคนทั่วไปก็มักจะมีโอกาสที่จะได้เจอกับชื่อตัวเองบนบรรจุ ภัณฑ์ง่ายกว่า แต่ในทางกลับกัน เมื่อชื่อของใครหายาก ก็อาจจะเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ต้องติดตามค้นหากัน

ถือเป็นเรื่องที่โคคา-โคลา เดินทางฉีกแนวหนีคู่แข่งไปอีกด้าน แม้ทิศทางการแข่งขันจะไปที่ดนตรี และกีฬา แต่ผู้นำในตลาดโลก รวมทั้งเป็นแบรนด์ที่มีแฟนเพจเฟซบุ๊กมากที่สุดในโลกอย่าง “โคคา-โคลา” ก็สรรหาเรื่องใหม่ๆ ให้เข้ากับกระแสชีวิตคนยุคใหม่ได้อีกรูปแบบ

แน่นอนว่าแคมเปญนี้ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะมีคนไทยทั้งขี้อายและไม่แคร์สื่อเป็นจำนวนมาก พยายามล่าชื่อต่างๆ มาเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างในจอสี่เหลี่ยมของตัวเอง


ที่มา: เว็บไซต์สยามธุรกิจ วันที่ 5 ต.ค. 2556www.siamturakij.com

พิมพ์