ข่าว Update

Smart Devices ควรใช้อย่างมี "สติ"

mobile
ชีวิตของเราจากเดิมต้องคอยป้องกันเยาวชนจากสิ่ง เสพติดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ของมึนเมา แล้วก็พัฒนามาเป็นการติด เกมส์ และสมาร์ท ดีไวซ์ (Smart device)

การเสพติด สมาร์ท ดีไวซ์ (Smart device) อุปกรณ์ไอทีต่างๆ ส่งผลให้เหินห่างจากสังคมรอบด้านนอกจากอุปกรณ์ไอทีเหล่านั้น หลายคนอาจจะแย้งว่า เราอยู่บนสังคมออนไลน์ มีเพื่อนเป็นร้อยเป็นพัน แล้วจะมากล่าวหาว่าปลีกตัวออกจากสังคมได้อย่างไร

แล้วอาการที่บ่งบอกได้ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มที่เสพติด สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) เข้าเสียแล้ว ก็คือ การที่คอยกังวล จ้องมอง สมาร์ท ดีไวซ์ (samrt device) บ่อยครั้งแม้จะอยู่ในเวลาเรียน หรือ ประชุมที่ทำงาน ขาดความมั่นใจ เพียงไม่ได้ถือ สมาร์ทดีไวซ์ (Smart device) เพียงชั่วเวลาสั้นๆ บางคนอาจจะถึงขั้น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าขาดอุปกรณ์เหล่านี้ รู้สึกกระวนกระวายในเมื่อ แบตเตอร์รี่หมดหรืออยู่ในที่อับสัญญาณ

เราควรเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิตอลอย่างเหมาะสม เราควรใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเรา

ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจัดเป็นสังคมที่มีการเชื่อมโยงสื่อสารด้วยดิจิตอลเทคโนโลยีมากที่สุด แห่งหนึ่งของโลก กว่า 2 ใน 3 ของประชากรมีสมาร์ทโฟน (smartphone) และ 98 เปอร์เซนต์ของครัวเรือนทั่วไปประเทศ มีบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตใช้ในเกาหลีใต้

จากการสำรวจของภาครัฐพบว่ามีประชากรกว่า 2.55 ล้านราย เสพติดสมาร์ทโฟน (smartphone) โดยใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์แสนรักนี้ นานถึง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่าต่อวัน มีเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 9 ขวบ ราว 160,000 ราย ติดอินเทอร์เน็ต

เด็กหญิงจะนอนกอดสมาร์ทโฟน (smartphone) แทนที่จะนอนกอดตุ๊กตาหมีน้อยน่ารัก สิ่งแรกที่จะดูเมื่อตื่นนอน คือ สมาร์ทโฟนสู่โลกแห่งความเป็นจริง กระตุ้นให้เด็กมีกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น

จากสมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) ที่รองรับแอพพลิเคชั่น (application) เพื่อส่งเสริมสุขภาพดีๆ มากมาย ได้รับความนิยมถูกดาวน์โหลดเป็นแสน เป็นล้านครั้ง กลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ แต่ถ้านำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่าเหมาะสมก็จะดีไม่น้อย

แต่ในทุกเรื่องมีด้านบวก มักมีด้านลบด้วยเมื่อเราหยิบฉวยมาใช้อย่างไร้สติ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ จนต้องมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น (application) มาช่วยเตือนสติให้กลับมาสถิตกับเรา เพื่อให้การนำไปใช้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและ ทรัพย์สิน

โชคยังดี เมื่อเราเสพติดเทคโนโลยีเเทคโลโลยีก็กลับมาช่วยเราได้ ด้วยแอพพลิเคชั่น (application) ที่คอยมาช่วยบันทึกพฤติกรรมการใช้งาน สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) ของเรา ในกรณีที่ไม่รู้ว่าได้เสพติดไปหรือยัง แอพพลิเคชั่น (application) นี้มีชื่อว่า Methal สัญชาติเยอรมัน ที่คอยตรวจวัดการใช้งาน สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) ในแต่ละวันของเราว่ามากเกินไปเข้าขั้นเสพติดแล้วหรือยัง บอกว่ามีการใช้โทรศัพท์บ่อยแค่ไหน ใช้อินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด

ในช่วงเริ่มต้น แอพฯ นี้ได้ทดสอบกับกลุ่มนักศึกษา ผู้พัฒนากล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การเปิดอุปกรณ์แสนรักของเรามีความรู้สึกเปรียบได้รับการเล่นพนัน เพราะทุกครั้งที่เปิดเครื่องเราจะรู้สึกตื่นเต้นว่าจะพบอะไรใหม่ๆ จะมีใครส่งข้อความหาเราทางสังคมออนไลน์ บ้างไหม หรือจะมีใครพูดถึงเราไว้ว่าอย่างไรบ้าง

เมื่อเรารู้พฤติกรรมการใช้งานของเราแน่นอนย่อมช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากการควบคุมน้ำหนัก หรือความพยายามที่จะควบคุมความดันโลหิต การชั่งน้ำหนัก และการวัดความดัน ย่อมทำให้เรารู้ถึงสภาพปัจจุบัน และผลที่เราได้จากการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ในเยอรมณี แอพฯ นี้ขึ้นแท่นอันดับต้นๆ ได้รับความนิยม ดาวน์โหลด กันอย่างแพร่หลาย การตรวจวัดพฤติกรรมบนสมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) เสมือนหนึ่งการตรวจจับ การบริโภคดิจิตอลเทคโนโลยี (digital diet) ในยุคปัจจุบัน ผลการทดสอบเบื้องต้นกับนักศึกษา 50 ราย ในช่วงเวลาหกสัปดาห์ พบว่ามีการเปิดเครื่องมากถึง 80 ครั้งต่อวัน แนวโน้มการใช้โทรหากัน และส่งข้อความสั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด

การใช้งานอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิกส์ ไม่ว่าจะสมาร์ท หรือไม่ก็ตาม ถ้ายังอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม แม้จะไม่ได้ใช้แรงมากแต่มีการเกร็งตัวตลอดเวลา อย่างการช้งาน สมาร์ท ดีไวซ์ (Smart device) ที่อยู่ในท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างตลอด กดหลอดเลือดที่นำออกซิเจนมเลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเผาผลาญสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งมีกรดแลคติก (lactic acid) เป็นผลพลอยได้ที่เราไม่ต้องการ เนื่องจากถ้ามี กรดแลคติก (lactic acid) อยู่มากเกินไป ก็ทำให้เรารู้สึกเมื่อยล้า โดยเฉพาะการใช้งาน สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) มากเกินความจำเป็น หรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม ก็จะเกิดความเมื่อยล้าที่ต้นคอ และหลัง ก็เป็นได้

มีการศึกษาพบว่า แสงสว่างจาก สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) เป็นสาเหตุให้มีการผลิตฮอร์โมน เมลาโทนิน (melatonin) ลดน้อยลง ซึ่งฮอร์โมนนี้ ผลิตจากเซลล์ภายในต่อมไพเนียล (pineal gland) ซึ่งเป็นสมองส่วนกลาง (Mesencephalon หรือ Midbrain) ของพวกเรานั่งเอง แน่นอนเมื่อใช้ สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) ก่อนนอนย่อมส่งผลต่อการนอนหลับ คนที่มีอาการนอนไม่หลับอาจต้องลองห่างจาก สมาร์ท ดีไวท์ (smart device) แสนรัก ก่อนที่ตาจะคล้ำเป็นหมีแพนด้า

โรคแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็เกิดขึ้นใหม่ตามมาด้วย อย่างอาการที่คิดไปเองว่า โทรศัพท์เครื่องโปรด ดังหรือสั่น คิดไปเองว่ามีสายเรียกเข้าใครส่งข้อความ หรือมีอะไรอัพเดทบนสื่อสังคมออนไลน์ หยิบขึ้นมาดูทีไรก็ไม่มี จัดว่าเป็นอาการที่ไม่ปกติชนิดหนึ่ง

การใช้งานไอทีมากเกินความจำเป็น ถูกหยิบมายกขึ้นเป็นประเด็นช่วงเกือบสิบกว่าปีที่ผ่านมาเรื่มจากการใช้งาน อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายในยุคแรกๆ Internet addiction ก็ปรากฏในสื่อต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่น่าโศกเศร้าอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เด็กติดเกมส์ ยิงพ่อแม่ของตนเองด้วยปืนของพ่อ

นอกจากอาการต่างๆ ที่แสดงออกทางร่างกายและจิตใจแล้ว ในหลายประเทศออกกฏระเบียบชัดเจนว่า ห้ามใช้ สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) ขณะขับรถโดยเด็ดขาด ยิ่งสื่อสังคมออนไลน์ด้วยแล้ว เมื่อมีข้อความเข้ามาอัพเดทตลอด ทำให้สายตา และสติ ที่ควรอยู่กับการขับรถกลับมาจับจ้องที่ สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) อันเป็นที่รัก ซึ่งทำเอาต้องเสียทรัพย์ หรือ สูญเสียไปจากอุบัติเหตุ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

การใช้งานอย่างมีสติ และ มีวิจารณญาณ อย่างการรับข่าวสารที่มีมากมาย ก่อนจะเชื่อสิ่งใดต้องพิจารณาถึงแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือ เอาหลักทางศาสนา มาประยุกต์ใช้อย่าง กาลามสูตรก็เป็นการตอบโจทย์ที่ตรงที่สุด

จากแนวโน้มพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีไอทีอย่างไม่เหมาะสมแพร่หลายอย่ารวดเร็ว จึงมีศาสตร์หนึ่งที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่าง Psychoinformatics และยิ่งไปกว่านั้นในหลายประเทศระบุว่าการเสพติดเทคโนโลยีไอที ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต เกมส์ หรือ สมาร์ท ดีไวซ์ (smart device) เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องรับการรักษา และที่สำคัญประกันสุขภาพที่จ่ายๆ กันอยู่ ก็ไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลโรคนี้ซะด้วย

Smart Devices ควรใช้อย่างมี "สติ" (ทันกระแสโลกไอซีที)
โดย ดร.พีรเดช ณ น่าน

พิมพ์อีเมล