ข่าว Update

ทีวีกำลังจะตาย?

เขียนโดย Time Chuastapanasiri วันที่ . ฮิต: 2072

590530 tv
ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้เรารู้ตัวกันกี่มากน้อยว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์กำลังจะตาย?

โทรทัศน์เดิมในความหมายที่เรารู้จัก คือ เครื่องรับสัญญาณที่แสดงภาพออกมาทางจอ เรียกว่าระบบ "Broadcast" หรือ "การแพร่ภาพกระจายเสียง" ในคลื่นวิทยุโทรทัศน์ นั้น กำลัง "โดนรุกคืบ/ครอบงำ และแย่งตลาด" โดยรูปแบบโทรทัศน์จากฝั่ง "Streaming" หรือ การแพร่ภาพออกอากาศในระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ต

ภูมิทัศน์สื่อ (ซึ่งหมายถึง การหลอมรวมของ เทคโนโลยี ธุรกิจ พฤติกรรม วัฒนธรรม และ ความคิดสร้างสรรค์ กำลังขนบบรรจบรวมกัน) ซึ่งนั่นทำให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม หรือ "ระบบคิดของคนทำทีวีด้วย"

ขณะที่เรา หรือ คนทำทีวีหลายช่อง "ยังพยายามแข่งขันกันเองที่เรตติ้ง ฐานคนดู อัตราค่าโฆษณา และ ต้นทุนรายการต่อหัวต่อหน่วย"

ณ ช่วงเวลานี้เอง ที่ภูมิทัศน์สื่อฝั่งโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต กำลังเติบโตเอาเรื่อยๆ (แต่คนทำทีวีหลายช่อง ยังคงเล่นเกมแข่งขันกันที่ตลาดเดิม รูปแบบเดิมๆ เช่น ช่องใหญ่ๆ ก็เพราะว่าต้องการกำหนด หรือ ยืดระยะเวลาของความได้เปรียบจากฐานคนดูที่ยังดูหนัง ดูละครอยู่เช่นเดิม)

ขณะที่ตัวเลขสำรวจวิจัยมากมายทางการตลาดบ่งชี้ว่า
- คนดูทีวีผ่านทางหน้าจอหลัก (ตู้ทีวี เครื่องรับสัญญาณภาพ) น้อยลง
- ช่องทีวีในระบบการออกอากาศ ในเมืองไทย มีมากมาย 600-700 ช่อง
- ฐานกลุ่มคนดูทีวีในเมืองไทย ไม่ได้เพิ่มมากว่า 10 ปีแล้ว (เกิดภาวะอิ่มตัว ตลาดโตเต็มที่ อัตราเพิ่มมีค่าลดลง)
- คนดูทีวี ทำกิจกรรมบนหน้าจอสื่ออื่นๆ ไปด้วย และ การรับชมโทรทัศน์อยู่กับที่ กลายเป็นปัญหาความไม่สะดวก
- คนไทยหันไปใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
ทั้งใช้ในการติดต่อเพื่อนฝูง ติดตามข่าวสาร หรือเข้ากลุ่มความสนใจสื่อมัลติมีเดียในเว็บไซต์ ไมโครไซต์ต่างๆ หรือไม่ก็ง่วนอยู่กับการผลิตเนื้อหาของตัวเอง สนใจเรื่องตัวเอง เรื่องเพื่อนๆ ในสังคมมากกว่าข่าวกระแสหลัก
- ทีวีกลายเป็นหน้าจอ ที่เสริม หรือ รอง จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
- เฟซบุ๊กไลฟ์ หรือ แอพลิเคชั่นติดต่อสื่อสารอื่นๆ กำลังทำเปลี่ยนคนธรรมดา ให้กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลโดยตรง (เหมือนตอน ที youtube มาก้ทำให้ MTV ตายไปเลย)
- ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเนื้อหาตามวันเวลาที่เขาสะดวกรับชม มิใช่ รับชมตามผังการออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์จัดผังมาให้

และอีก ฯลฯ

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นครับ

(1) ระบบการรับชมโทรทัศน์ในอนาคตอันใกล้ คนจะรับชมสื่อโทรทัศน์ จากที่เคยชมฟรีๆ (คนไทยคุ้นชิน 2 ระบบ คือ ดูฟรี กับจ่ายเงิน) มาสู่ระบบการซื้อเนื้อหาโดยตรง

เนื้อหาที่ free นั้นยังคงมีอยู่
(free, freemium, subscribe, pay per viewed) คือรุปแบบการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ ซึ่งมีหลายแบบมาก แต่แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเมื่อตลาดเนื้อหามีมาก (supply จากฝั่งผู้ผลิตรายการ) จะสูงเกินกว่าความสามารถต้องการรับชมได้ (รากยารโทรทัศน์ เป็นธุรกิจที่จำกัดการบริโภคของผู้ชม เพราะมันใช้เวลาในการดู ไม่เหมือนสินค้าอื่นๆ)

ดังนั้นพฤติกรรมคนบางส่วน จะมีกำลังทรัพย์สามารถจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหาสื่อได้โดยตรง

"ผู้บริโภคในอนาคต จะเปลี่ยนจ่ายจ่ายเงินเพื่อซื้อแลพมฟอร์มเพื่อเข้าสู่เนื้อหา มาเปลี่ยนเป็นจ่ายเงินเพื่อซื้อเข้าถึงเนื้อหาได้โดยตรงโดยไม่ต้องจ่ายค่าแล พทฟอร์ม"

และต้นทุนของการเช้าถึงรายการโทรทัศน์ จะราคาถูกมากๆ เช่น 199 บาท สามารถดูได้ไม่อั้น ไม่จำกัดช่องทาง เช่นโมเดลธุรกิจของ iflix หรือ netflix หรือ HallywoodTV ที่กำลังทำำตลาดอยู่

(แนวคิดการจ่ายเงินเพื่อซื้อเนื้อหาโดยตรง เกิดมานาน เช่น สตีฟ จ๊อบส์ เปลี่ยนธุรกิจเพลง ตั้งร้านค้า Itunes เพื่อขายเพลงเป็นเพลง ให้ลูกค้าดาว์นโหลดไปฟังผ่านอุกรณืใดก้ได้ที่ลุกค้ามี)

ต่อไปผู้บริโภคจะจ่ายเงินซื้อรายการทีวีเสมือนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเอทร์เน็ต และกลายเป็นเรื่องปกติ

(2) เปลี่ยนจากการรอดูชมทีวีตามผัง มาดูแบบตามความสะดวกของตัวเอง

การติดตามดูโทรทัศน์ตามเวลาที่ออกอากาศโดยสถานี จะกลายเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมากขึ้น เพราะผุ้บริโภค วันนี้ไม่รอดูรอเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ (ยกเว้นรายการข่าว กีฬา เกมส์แข่งขัน)

ผู้คนสามารถ "ค้นหา เข้าถึง" รับชมรายการโทรทัศน์ได้จากหลายแหล่ง ทั้งเว็บไซต์วีดีโอที่ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย หรือจากแอลพิเคชั่นดูทีวีย้อนหลัง หรือ จากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น ค่ายดทรศัพท์มือถือ หรือ ผุ้ให้บริการอินเนทอร์เน็ต ที่ต่างทำระบบการรับชมรายการย้อนหลัง หรือตามความต้องการได้ตามความสะดวกของแต่ละคน

การดูโทรทัศน์ก็จะไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่เป็นเส้นตรง 1-2-3-4-5 แต่เป็น การเรียงลำดับเวลา สถานที่ อย่างไรก็ได้

(3) การรับชมโทรทัศน์แต่เดิม ผู้ชมทำได้เพียงแค่นั่งดู ไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกโต้ตอบไปที่ผู้ผลิต หรือเชื่อมโยงแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับผู้ชมคนอื่นๆ ได้

แต่การใ้ชสื่อสังคมออนไลน์วันนี้ ช่วยให้พวกเขากระตือรือร้น ที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เชื่อมโยงกันมากขึ้น และสามารถที่จะกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้มากขึ้นด้วย

ผุ้ชมที่เคย "เอื่อยเฉื่อย" (passive)ก็จะกลายเป็น "คึกคักและมีส่วนร่วม" มีปฏิสัมพันธืกันมากขึ้น

ทีวีทุกวันี้เลยพยายามเชื่อโยงการสร้างปฏิสัมพันธ์นั้นเข้ากับโทรศัพท์มือ ถือของผู้ชมที่อยู่ในมือ (inter active) เพื่อไม่ให้ผุ้ชมหลงลืมรายการโทรทัศน์ หรือเพื่อสร้างการบูรณาการเนื้อหากับผู้ชมให้มากขึ้น (user engagement)

(4) จากนิ่งอยู่กับที่ ไปสู่การปรับเปลี่ยนที่ไหนก็ได้

สถานที่ดูทีวีแต่ก่อน คือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นสถานที่ตายตัว แต่คนดูเข้าถึงเนื้อหาได้ตลอดเวลานับตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือ
ความบืดหยุ่น "flexible" จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนดู ในการทำธุรกิจ คือ ดูเมื่อไหร่ ดูผ่านแพลทฟอร์มใด ดูที่ไหนก็ได้

ไพร์มไทม์ที่แท้จริง คือ ไพร์มไทืของผู้บริโภค!

(5) รายการแบบมวลชน สู่รายการแบบที่ฉันชอบ

รายการโทรทัศน์ในอดีตถูกผลิตขึ้นมาโดยครีเอทีฟหรือโปรดิวเซ็อร์ซึ่งคาดการคน ดูที่จำนวนหลายล้านคน รายการจึงถูกออกแบบสำหรับกลุ่มคนดูหลากหลาย กว้าง หลายกลุ่ม
(mass market)

ทว่าการที่จำนวนช่องสถานีโทรทัศน์มีมากขึ้น ก็จะต้องทำให้รายการโทรทัศน์พยายามเจาะกลุ่มตลาดที่มีความต้องการ สนใจ จำเพาะเจาะจงมากขึ้น (niche market)

และด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีปัจจุบัน ที่สามารถเก็บข้อมูลผู้ชมรายบุคคลได้ทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสนใจ แบบแผนการใช้สื่อ พฤติกรรมการรับชม เข้ากับ ฐานเพศ วัย การศึกษา อาชีพ รายได้ และพฤติกรรมการบริโภคอื่นๆ นั่นก็ทำให้รายการโทรทัศน์ สามารถผลิตหรือใช้ภาษา รูปแบบการนำเสนอ ที่ตรงใจผู้บริโภคเป็นเฉพาะรายได้

โดยสรุป ปรากฎการณ์ภูมิทัศน์สื่อที่กำลังเปลี่่ยนแปลงไปขณะนี้ คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่า การรับชมโทรทัศน์ในระบบ ช่องทาง แบบแผนเดิมกำลังแตกสลายลงไปเรื่อยๆ

เมื่อสิบปีที่แล้ว เรามีโทรทัศน์อยู่ร้อยกว่าช่อง
เดี๋ยวนี้มีเป็นเกือบพันช่อง ขณะที่จำนวนประชากรฐานคนดูก็เท่าเดิม แต่มีช่องทางสื่อและเทคโนโลยีเกิดมากขึ้น
การรับรู้กระแสและกระบวนทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป น่าจะช่วยให้คนทำทีวีหนาวๆ ร้อนๆ กับวิวัฒนาการนี้เพื่อปรับตัวเองบ้าง

ว่าที่จริง การที่วันนี้เห็นช่องสถานีโทรทัศน์ต่างๆ หันมาใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ในการออกอากาศคู่ขนานรายการโทรทัศน์ของตัวเองบนสื่อ สังคมออนไลน์นั้น ก้มองได้ 2 แบบ คือ พยายามทันเทคโนโลยีกับผู้ใช้ หรือไม่ก็ กำลังทำลายธุรกิจตัวเองอยู่

การอยู่เฉยๆ ย่ำอยู่ที่เดิม ไม่พัฒนา ก็คือการฆ่าตัวตายอย้างช้าๆ นั่นเอง

ข้อมูลจาก Time Chuastapanasiri

พิมพ์