ข่าว Update

ทีวีดิจิตอล กับ พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ และ อุษา ศิลป์เรืองวิไล


digital-tv-multicastingโทรทัศน์ดิจิทัล (Digital TV) ทีวีดิจิตอล
คัดบางส่วนมาจากข้อมูลของ พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์มะลิสุวรรณ และ อุษา ศิลป์เรืองวิไล

Digital Television)
จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อผู้ประกอบธุรกิจสื่อทีวีและวิทยุทุกราย คุณสมบัติที่สำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล คือ ความสามารถในการบีบอัดสัญญาณเพื่อให้คลื่นความถี่สามารถนำไปงานได้มากขึ้น ดังในกรณีของคลื่นวิทยุ การแบ่งช่องความถี่วิทยุบนหน้าปัดเดิมจะแบ่งกัน ให้มีช่องห่างระหว่างสถานี 0.5 MHzแต่ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยี ที่มีช่องห่างระหว่างสถานี 0.25 MHzมาใช้ในระบบ FM จะเห็นได้จากสถานีวิทยุชุมชนในปัจจุบัน
ซึ่งในบางประเทศก็ได้มีการนำมาใช้งานแล้วนั่นหมายความว่า คลื่นความถี่วิทยุระบบ FM ในเมืองไทยที่เคยมีอยู่ 527 คลื่นความถี่ จะมีคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์เทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถบีบอัดสัญญาณ ก็จะส่งผลให้สถานีโทรทัศน์มีช่องรายการเพิ่มขึ้นมากมายจากคลื่นความถี่เพิ่มขึ้น เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเคเบิ้ลทีวีในเวลานี้ที่มีช่องรายการมากกว่า 30 ช่อง
ตัวอย่าง ภาคส่งของสถานีโทรทัศน์NBTช่อง11 ได้รับการพัฒนาไปเป็นระบบดิจิทัลแล้ว โดยการยิงสัญญาณดาวเทียม 1 ทรานสปอนเดอร์จะทำให้สามารถส่งได้ถึง 4 ช่อง เมื่อเครื่องรับเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล หรือใช้วิธีติดตั้งอุปกรณ์ Set top boxที่มีความสามารถในการแยกสัญญาณ
ดังนั้นคาดว่า ภายในเวลา 5 ปี ทีวีดิจิทัล จะเข้าสู่ประเทศไทย เครื่องรับ High definition TV ที่รองรับเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่เครื่องรับโทรทัศน์ตามบ้านในปัจจุบัน ช่องสัญญาณของสถานีโทรทัศน์หลักที่ปัจจุบันออกอากาศได้เพียง 1 ช่องต่อ 1 สถานี จะถูกแตกเป็นหลายช่องสัญญาณเป็นฟรีทีวีที่สถานีโทรทัศน์สามารถหาโฆษณาได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยี Digital convergence จะทำลายพรหมแดนในเรื่องของความแตกต่างของเทคโนโลยีให้หมดไปสิ้น
 
การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล
การส่งสัญญาณทีวีดิจิตอล ภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television Broadcasting: DTTB)ใช้วิธีการบีบอัดและเข้ารหัสข้อมูลด้วยมาตรฐานMPEG-2 เช่นเดียวกับมาตรฐาน DVB-S และ DVB-C
ระบบ DTTB ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแทนที่ระบบโทรทัศน์อนาล็อก โดยระบบใหม่นี้ มีข้อดี คือ มีจำนวนช่องรายการมากกว่าและมีคุณภาพของภาพและเสียงที่ดีกว่าโทรทัศน์อนาล็อก สำหรับการรับสัญญาณสามารถกระทำได้โดยใช้สายอากาศรับสัญญาณโทรทัศน์แบบธรรมดาที่ใช้กันอยู่ตามบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งจะประหยัดกว่าการใช้จานรับสัญญาณดาวเทียมหรือการสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวี ปัจจุบันระบบ DTTB มีอยู่ 4 มาตรฐาน ได้แก่

1) American Advance Television Systems Committee(ATSC)เป็นระบบที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2541
2) Digital Video Broadcasting (DVB)เป็นระบบที่ใช้ในยุโรป ติดตั้งและใช้งานในปี พ.ศ.2541
3)Integrated Services Digital Broadcasting (ISDB)เป็นระบบที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2541
4) Digital Terrestrial Multimedia Broadcast(DTMB)เป็นระบบที่ประเทศจีนพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้งานเอง ในปี พ.ศ.2549
 
โดยในอีกหลายๆ ประเทศก็ได้เริ่มทดลองใช้งานหรือศึกษาว่าจะใช้ระบบใด เช่น ไต้หวัน ใช้ระบบอเมริกัน (ATSC)กลุ่มประเทศยุโรป สแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ใช้ระบบ ดีวีบี ( DVB ) สำหรับสิงคโปร์ติดตั้งและทดลองใช้ทั้ง 2 ระบบ คือทั้งอเมริกัน ( ATSC ) และยุโรป (DVB ) ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะค้าขาย 2 ระบบนี้ ผ่านประเทศของตนเองสำหรับลูกค้าในภูมิภาคนี้ เพราะเล็งเห็นว่าลูกค้าสามารถจะไปดูตัวอย่างสถานีที่สิงคโปร์ได้ง่ายเพราะใกล้กว่าค่าใช้จ่ายถูกกว่า และสิงคโปร์ก็สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้อย่างสบาย และเนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีความประสงค์จะแข่งขันกับญี่ปุ่นจึงไม่นำระบบของญี่ปุ่นมาติดตั้ง ส่วนประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจน
แต่ประเทศที่มีความพัฒนาและมีความพร้อมในการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์เป็นดิจิทัลมากที่สุดประเทศหนึ่งนั่น คือ ประเทศไต้หวันโดยเฉพาะอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในไต้หวันมีการพัฒนาและการแข่งขันกันสูง มีการทำวิจัยศึกษาสถานีโทรทัศน์เพื่อศึกษาขั้นตอนการประยุกต์และการทำให้การแพร่ข่าวโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาไปสู่โทรทัศน์ยุคดิจิทัลจึงคาดหวังกันว่าน่าจะมีมาตรฐานโทรทัศน์ ดิจิทัลเพียงมาตรฐานเดียว อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีต่างก็พัฒนามาตรฐานระบบโทรทัศน์ดิจิทัลที่เป็นของตนเองขึ้นมาใช้งาน แต่กระนั้น มีข้อพึงสังเกตว่าโดยพื้นฐานแล้วมาตรฐานของแต่ละระบบต่างก็ใช้สัญญาณภาพที่เป็นดิจิทัลและใช้การบีบอัดแบบ MPEG-2เหมือนกัน
มาตรฐาน ATSC, DVBและ ISDB ถูกกำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) การที่ ITU ต้องกำหนดมาตรฐานควบคู่กันเนื่องจาก ไม่สามารถรวมมาตรฐานต่างๆ ที่มีอยู่เป็นมาตรฐานเดียวได้ เพราะมาตรฐานเหล่านี้มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ มาตรฐานแต่ละมาตรฐานมีจุดดีและจุดด้อยที่แตกต่างกัน เช่น มาตรฐาน ISDB ของญี่ปุ่นมีจุดเด่น คือ ความสามารถในการทนต่อสัญญาณรบกวน และสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์รับสัญญาณเคลื่อนที่ ในขณะที่มาตรฐานATSC จะไม่สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์รับสัญญาณแบบเคลื่อนที่ได้นอกจากจะต้องใช้คลื่นความถี่เพิ่ม
ปัจจุบัน โทรทัศน์ดิจิทัลหรือ DTVจะมีมาตรฐานความคมชัดของระบบกำหนดไว้ (สูงสุด) ที่ 1,080 เส้น แทนที่จะเป็นเพียง 480 เส้นในระบบอนาล็อกของยุคปัจจุบัน อีกทั้งสัดส่วนของภาพยังเป็นแบบ Widescreen หรือ 16:9 มิใช่ 4:3 ซึ่งเทียบเท่ากับระดับ HDV แต่ในทางปฏิบัติเรามีความจำเป็นที่จะต้องออกอากาศสัญญาณดิจิทัลให้เครื่องรับในระบบ 4:3 ที่มีอยู่แต่เดิมนั้นสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้การรับชม DTV ในประเทศไทย ปัจจุบันสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ
1) ใช้อุปกรณ์แบบ SET-TOP BOX เพื่อรับข้อมูลสัญญาณโทรทัศน์ดิจิทัลจากทาง Cable หรือ Satelliteแล้วแปลงกลับมาเป็นสัญญาณภาพอนาล็อก โดยมีผู้ให้บริการเคเบิลทีวีในลักษณะบอกรับเป็นสมาชิก อย่าง True Visions และรับชมผ่านทางเครื่องรับโทรทัศน์ธรรมดา หรือเครื่องรับที่เป็นดิจิทัลซึ่งผู้ชมสามารถเลือกรับชมรายการและภาพยนตร์ต่างๆตามเวลาที่เราต้องการได้ (Video on Demand) ผ่านทางระบบบีบอัดข้อมูล MPEG 2 (เช่นเดียวกับ DVD) ซึ่งจะให้คุณภาพเสียงเต็มพิกัดในระบบ Dolby Digital Surround Sound.หรือ
2) ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Hi-speed Broadband) และเครื่องคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการในลักษณะ Steaming และการ Download ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกรับฟังและชมรายการต่างๆได้ด้วยคุณภาพที่แตกต่างกันตามปริมาณการส่งถ่ายข้อมูลของเครือข่ายผู้ให้บริการ
 
การดำเนินงานด้านการกำหนดมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิทัล ทีวีดิจิตอลในต่างประเทศ
 
สำหรับการกำหนดมาตรฐานโทรทัศน์ดิจิทัล ทีวีดิจิตอลในต่างประเทศ สมาคม ATSC (Advanced Television System Committee)ถือเป็นองค์กรสากลที่ไม่แสวงผลกำไรใดๆ โดยทำหน้าที่ในการพัฒนาและจัดวางมาตรฐานสำหรับระบบ โทรทัศน์ดิจิทัล (Digital Television -DTV) โดยเฉพาะ ซึ่งในระยะแรกนั้นก่อกำเนิดขึ้นในประเทศอเมริกา โดย สมาพันธ์ FCC (Federal Communications Commission) ต้องการขยายขอบเขตระบบการส่งโทรทัศน์ให้มีความคมชัดที่สูงยิ่งขึ้น ซึ่งเรียกว่า HDTV (High- Definition Television) โดยได้มีการศึกษาถึงระบบการส่งสัญญาณภาพและเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ DTV เพื่อให้ระบบสามารถพัฒนาได้ต่อไปในอนาคต ATSC ซึ่งต้องทำงานภายใต้ข้อกำหนด ของ FCC จึงพุ่งเป้าพัฒนาไปในแนวทางของ DTV ,Interactive System และ Broadband Multi-media Communications ต่อมา สมาคม ATSC ได้รวบรวมกลุ่มสมาชิก JCIC ,EIA ,IEEE ,NAB ,NCTA และ SMPTE เข้าด้วยกัน เพื่อให้ครอบคลุมในทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Broadcasting ,Broadcast Equipment ,Motion Picture ,Consumer Electronics ,Computer ,Cable ,Satellite และ Semiconductor industries ซึ่งปัจจุบันมีตัวแทนจากแขนงต่างๆดังกล่าวทำงานร่วมกันอยู่ราว 140 คน ความเป็นรูปเป็นร่างของ ระบบ DTV เริ่มขึ้นเมื่อ FCC ได้พิจารณา”ข้อกำหนด”ของระบบ DTV ที่ ATSC ได้เสนอขึ้นมา และในเดือน ธันวาคม 1996 ทาง FCC ก็ได้ทำการกำหนด “บรรทัดฐาน” ความเป็น DTV นี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ตามข้อกำหนดของ ATSC ที่เสนอขึ้นมา ซึ่งบรรทัดฐานนี้ได้รับการยอมรับเข้าสู่ Task Group 11/3 ของ ITU-R รวมถึง System A ใน ITU Recommendations BT.1300 BT.1306
ในสหรัฐอเมริกาโทรทัศน์ดิจิทัลได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ ไฮ เดฟฟินิชั่น ( HDTV )อย่างเต็มตัว ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนเครื่องรับมากกว่า 40 ล้านเครื่อง โดยคณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติของสหรัฐฯ (FCC) ได้อนุมัติเทคโนโลยี ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเสียบปลั๊กสายเคเบิลเข้ากับโทรทัศน์ดิจิทัลได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเครื่อง SET-TOP BOX ให้ยุ่งยากอีกต่อไป ซึ่งโทรทัศน์ดิจิทัลที่พร้อมจะเสียบต่อกับเคเบิลได้ทันทีเครื่องแรก กำลังจะเปิดตัวภายในปีนี้ FCC ยังเตรียมจะอนุมัติการคุ้มครองลิขสิทธิ์รายการของช่อง HDTV อีกด้วย ดิจิทัลทีวี ที่อเมริกาไปไกลถึงขนาดหากผู้ชมเปิดเครื่องดูไม่ทัน ได้ดูแค่กลางเรื่องก็สามารถย้อนกลับไปเริ่มต้นดูใหม่ตั้งแต่ต้นเรื่องได้ในช่วงเวลาออกอากาศ ในอนาคตอันใกล้กำลังมีการกำหนดให้ผู้ชมสามารถบันทึกรายการไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของเนตเวิร์กเพื่อรับชมรายการโปรดของตนเองเมื่อไหร่ก็ได้ แม้แต่กระทั่ง TIME Worners เอง ก็กำลังริเริ่ม " Hit channel " ที่บันทึกรายการยอดนิยมๆ ทั้งหลายไว้ใน Network เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้ามาเลือกรับชมได้ตามเวลาที่ต้องการ หรือการส่งสัญญาณในระบบเคเบิลทีวี อย่าง Cable Vision เพิ่งเปิดตัวบริการรายการ HD โดยเฉพาะเรียกว่า Voom ซึ่งมีช่อง HD 25 ช่อง ส่วนช่อง HD อีกมากมายอย่าง HBO, Showtime และ Discovery
เกาหลีใต้ได้เลือกมาตรฐานของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินมาตั้งแต่ปี 1997เริ่มทดลองแพร่ภาพมาตั้งแต่ปี 1999 และเริ่มถ่ายทอดโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2001 ติดตามมาด้วยการแพร่ภาพโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบดิจิทัลตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2002 นอกจากเป้าหมายทางนโยบายด้านสังคมแล้ว เกาหลีใต้มองโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลในด้านนโยบายอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยถือว่าโทรทัศน์ดิจิทัลจะเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ได้ต่อจากอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ในทศวรรษ 1980 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบCDMA ในทศวรรษ 1990 การปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ดิจิทัลจะช่วยให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเกาหลีใต้สามารถก้าวกระโดด จากที่เคยล้าหลังกว่าของประเทศพัฒนาอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐประมาณ 10 ปี เกาหลีใต้ยังเชื่อว่า การหลอมรวมของสื่อ (media convergence) จะทำให้โทรทัศน์ดิจิทัลก้าวพ้นจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกาหลีใต้มีความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้วไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆเช่น อุตสาหกรรมผลิตกล่องแปลงสัญญาณ
ซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม และบริการเสริมต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีรายได้ดีจำนวนมหาศาลให้แก่ชาวเกาหลีใต้ เกาหลีใต้เชื่อว่า การปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วจะสามารถสร้างความได้เปรียบให้แก่ผู้ประกอบการของตน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการต่างประเทศ โดยเฉพาะในการชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องรับโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลที่จะเข้ามาแทนที่เครื่องรับในระบบอนาล็อกที่มีอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันกว่า120-150ล้านเครื่อง ในปี 2010-2015นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเชื่อด้วยว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลจะเป็นองค์ประกอบชิ้นสุดท้ายของโครงสร้างพื้นฐานของสังคมสารสนเทศ นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมสมัยใหม่ และโทรทัศน์ในระบบอื่นๆ ในประเทศที่ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลแล้วการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ซึ่งกำลังสูญเสียฐานผู้ชมไปอย่างรวดเร็วจากการแข่งขันกับโทรทัศน์เคเบิ้ล และโทรทัศน์ในระบบผ่านดาวเทียม ดังจะเห็นได้จากส่วนแบ่งผู้ชมของโทรทัศน์ภาคพื้นดินได้ลดลงจากร้อยละ 95.8 ในปี 1995 เหลือเพียงร้อยละ 60.8 ในปี 2002การแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลในเกาหลีใต้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงกลางปี2002ซึ่งเกาหลีใต้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup) ร่วมกับญี่ปุ่น โดยชาวเกาหลีใต้จำนวนมากได้ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ใหม่ๆ ที่รับภาพในระบบ ดิจิทัลเพื่อชมการถ่ายทอดการแข่งขันดังกล่าวในระบบความคมชัดสูง โดยเฉพาะเครื่องโทรทัศน์ที่สามารถรับภาพในระบบดิจิทัลได้โดยตรงโดยไม่ต้องติดตั้งกล่องรับสัญญาณ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังสามารถส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ดิจิทัลไปยังต่างประเทศได้เกินกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2002
โดยมีตลาดสำคัญคือ ตลาดในทวีปอเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น รัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจเลือกใช้มาตรฐานของโทรทัศน์ดิจิทัลในระบบ ATSC ซึ่งเป็นระบบที่เหมาะสมจากการแปลงมาจากระบบ NTSC ที่เกาหลีใต้ใช้ในการแพร่ภาพโทรทัศน์ในระบบอนาล็อก หลังจากทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้งนี้ การแพร่ภาพจะทำในระบบโทรทัศน์ความคมชัดสูง เนื่องจากความแพร่หลายของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และโทรทัศน์ในระบบเคเบิ้ล ทำให้ประชาชนในแต่ละครัวเรือนสามารถรับชมโทรทัศน์ที่มีจำนวนช่องมากได้อยู่แล้วถึง60-70 ช่อง โดยกำหนดให้สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องจะต้องถ่ายทอดรายการในระบบความคมชัดสูงสัปดาห์ละอย่างน้อย 13 ชั่วโมง ในช่วงแรกบริการจะจำกัดอยู่เฉพาะในเขตกรุงโซล และเมืองใหญ่บางเมืองก่อนจะขยายไปสู่เมืองอื่นๆ ในเวลาต่อมา โดยสถานีโทรทัศน์จะต้องแพร่ภาพในระบบดิจิทัลและอนาล็อกควบคู่กันไป จนถึงปี 2005 ในช่วงดังกล่าว การถ่ายทอดโทรทัศน์ความคมชัดสูงจะไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา เนื่องจากความจำกัดของคลื่นความถี่ ในปัจจุบัน รัฐบาลของเกาหลีใต้ตั้งเป้าให้การปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลเสร็จสิ้นในปี 2010 แต่ยังไม่ได้ประกาศระยะเวลาที่ชัดเจนในการยุติการแพร่ภาพในระบบอนาล็อก โดยจะพิจารณาถึงความแพร่หลายของโทรทัศน์ดิจิทัลก่อน ปัญหาที่โทรทัศน์ดิจิทัลยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควรก็เหมือนกับปัญหาในประเทศอื่น นั่นก็คือ ราคาของเครื่องรับโทรทัศน์ดิจิทัลแบบที่ไม่มีขีดความสามารถพิเศษยังอยู่ในระดับที่สูงคือประมาณเครื่องละ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 93,000 บาท)
เกาหลีใต้ได้แก้ไขกฎหมาย Broadcasting Actเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล มาตั้งแต่ปี 1994 เนื่องจากเห็นว่า กฎหมาย Broadcasting Act ปี 1987 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านั้นไม่เหมาะสมกับยุคสมัย กฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมถึงโทรทัศน์ในระบบเคเบิ้ลและระบบดาวเทียมเข้าไว้เป็นครั้งแรก เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2000อย่างไรก็ตาม มีผู้วิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับใหม่ก็ยังล้าสมัย เนื่องจาก คำจำกัดความของการแพร่ภาพไม่ได้รวมถึงบริการแบบโต้ตอบ (interactive service) ไว้ด้วย
ญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาระบบและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อต้องการก้าวนำในด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ โดยใช้ดิจิทัล(Information Society Gateway)เพราะโทรทัศน์ คือ อุปกรณ์สื่อสารที่แพร่หลายในญี่ปุ่น นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังพยายามใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปกระตุ้นอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ ของตนเองอีกด้วย โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาล เพื่อมาสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง ที่น่าสนใจเพราะค่อนข้างรัดกุม อาทิแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า มีหน่วยงานคอยบริการ ให้ความช่วยเหลือ และให้เวลาในการปรับเปลี่ยนมากพอสมควร จนในปัจจุบัน ญี่ปุ่น สามารถพัฒนาการบริการกับผู้ชม หรือผู้รับชมรายการโทรทัศน์ในภูมิภาคต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ครอบคลุมหลายพื้นที่ สามารถชมรายการได้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เป็นต้น นอกจากนั้น การนำย่านความถี่ในระบบอนาล็อก ที่เหลือหลังการแปลงเป็นระบบดิจิทัลแล้วยังนำย่านความถี่นี้ไปแปลงเป็นย่านความถี่ใหม่ (Analog–Analog Conversion ) ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาระบบการส่งข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางยิ่งขึ้นอีกด้วย
 
แนวโน้มของการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์ดิจิทัล
บริษัท Informa Media Groupได้ประมาณการณ์ไว้ว่าภายในปี พ.ศ. 2553 จะมีผู้ใช้โทรทัศน์ระบบดิจิทัลตามบ้านทั่วโลกจำนวน 393 ล้านราย โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด
จากงานวิจัยของ e-Marketer พบว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ใช้โทรทัศน์ระบบดิจิทัลตามบ้านจะสูงถึง 56.5 ล้านรายในปี พ.ศ. 2548 โดยเพิ่มจาก 38.9 ล้านรายในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเท่ากับว่าจำนวนการใช้โทรทัศน์ระบบดิจิทัลตามบ้านจะขยายตัวมากขึ้นจากร้อยละ 35.9 ในปี พ.ศ. 2545 เป็นร้อยละ 50 ในปี พ.ศ. 2548และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ภายในปี 2548 จะมีผู้ใช้โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในบ้านมากกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ เนื่องจากจะมีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ในขณะที่ร้อยละ 50 จะใช้โทรทัศน์ระบบดิจิทัล หลังจากที่เกาหลีมีการเปิดตัวระบบโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้น (DTT) เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2544 นั้น ก็มีปริมาณการใช้สัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลสูงถึงร้อยละ 48 และคาดว่าจะพุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 70 ในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2546 และครอบคลุมทั่วทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2548
Informa Media Groupประมาณการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2545 มีผู้ใช้ตามบ้านจำนวน 94.4 ล้านรายที่ใช้บริการ on-demand (รวมถึง Pay-Per-View) และ วิดีโอ on-demand โดยในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการร้อยละ 50 อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ และร้อยละ 30 เป็นลูกค้าจากยุโรป และยังประมาณการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2550 จะมีผู้ใช้บริการประเภทรายการโทรทัศน์ on-demand ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งสิ้น 93 ล้านราย ขณะที่ในอเมริกาเหนือจะมีประมาณ 98 ล้านราย
ภูมิภาคเอเชียมีความสำคัญต่อการขยายตัวของตลาดเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัล (set-top-box - STB)ในระยะยาว โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้เคเบิล 90 ล้านรายในจีน และมากกว่า 40 ล้านรายในอินเดีย ซึ่งมีโอกาสในการขยายตัวอย่างดียิ่ง
จีนต้องการแสดงความเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดเคเบิล ซึ่งมีสมาชิกเข้าใช้บริการเคเบิลสูงถึง 90ล้านราย แต่ความแพร่หลายของการให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลแบบจ่ายค่าบริการกลับเพิ่งเริ่มต้น ในขณะที่รายการโทรทัศน์จากต่างประเทศก็ได้รับความนิยมในจีนมากขึ้น ด้วยเหตุที่ความต้องการในการใช้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลมีมากขึ้นทุกขณะ ขณะที่การ ตอบรับกับโทรทัศน์ระบบดิจิทัลแบบจ่ายค่าบริการก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ความต้องการเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัล (STB) ที่ใช้กับบริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลจึงสูงขึ้นตามไปด้วย หลายๆ ประเทศได้เสนอโอกาสการขยายตัว เช่น เกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ใช้บริการ อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์อย่างแพร่หลาย ได้เตรียมพร้อมดำเนินการด้านบริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ในฐานะผู้ให้บริการโดยพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มรายได้
อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพทางด้านการให้บริการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยดูจากจำนวนผู้ใช้บริการระบบอนาล็อกมีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน ในขณะที่บริการเคเบิลดิจิทัลที่มีอยู่ในตลาดแห่งนี้มีผู้ใช้บริการจำนวน 40ล้านราย โดยมี In Cable Net เป็นผู้นำตลาดในการให้บริการเคเบิลของอินเดีย
จากการวิจัยโดย Multimedia Research Group (เมษายน พ.ศ. 2546) พบว่าดิจิทัลวิดีโอ ที่ใช้ตามบ้านเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตเร็วที่สุด แม้ว่าจำนวนจะยังมีน้อยกว่าวิดีโอระบบอนาล็อกอยู่มากก็ตาม โดยมีอัตราการขยายตัวจากปี พ.ศ. 2546 ถึงปี พ.ศ. 2548 อยู่ที่ร้อยละ 67 โดยประมาณ
รัฐบาลของหลายๆ ประเทศต่างยอมรับถึงแนวโน้มของการใช้โทรทัศน์ดิจิทัล โดยในบางประเทศอย่างเช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ไต้หวัน และอื่นๆ ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่จะยุติการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ระบบอนาล็อกแล้ว
Strategy Analyticsพบว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรทัศน์และวิดีโอผ่านทางอินเทอร์เน็ต (IPTV) ทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นจาก 110,000 ราย ในปี พ.ศ. 2545 เป็น 20.44 ล้านราย ในปี พ.ศ. 2551 โดยกลุ่มผู้ทำวิจัยเชื่อว่าภูมิภาคยุโรปและเอเชียแปซิฟิกจะเป็นผู้นำของตลาดรวม
ซูซาน เควอร์เคียน นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายอุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคของไอดีซี กล่าวว่า "ตลาดดีวีดีจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากราคาจะลดต่ำลง มีรูปแบบให้เลือกหลากหลายขึ้น และเครื่องบันทึกดีวีดีจะเป็นอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถบันทึกได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงจากที่คาดไว้ได้"
หากปี พ.ศ. 2546เป็นปีของเครื่องเล่นดีวีดีราคาต่ำ ในปี พ.ศ. 2547 เราจะได้พบกับโฉมใหม่ของอุปกรณ์ดีวีดีอเนกประสงค์ ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่เครื่องบันทึกดีวีดี ที่สามารถบันทึก รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายลงบนแผ่นดิสก์ แม้ว่าจะมีการขยายตัวที่สูงมากจากการจำหน่ายเครื่องบันทึกดีวีดี แต่ก็คาดว่าการจัดส่งเครื่องเล่นดีวีดีแบบเล่นได้อย่างเดียวจะยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เป็น 48.5 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นมูลค่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับพื้นที่ที่เป็นตลาดเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัล (STB)ซึ่งขณะนี้ยังเป็นตลาดค่อนข้างเล็ก อย่างเช่น จีนและอินเดีย มีศักยภาพในการผลักดันตลาด STB ให้เพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยมีการเริ่มใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากขึ้นเป็นแรงผลักดันการพัฒนาเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัล (STB) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในแต่ละประเทศ โดยรวมแล้ว ไอดีซีเห็นว่าภูมิภาคนี้ยังคงมีความสำคัญต่อการเพิ่มจำนวนการจัดส่งเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัลในระยะยาว เนื่องมาจากตลาดหลักอย่างจีนและอินเดีย
แนวคิดสำคัญของดิจิทัลโฮม คือ จำเป็นต้องมีเครือข่ายที่สามารถต่ออุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถใช้งานได้ จากการวิจัยของ Forward Conceptsการจัดส่งอุปกรณ์เครือข่ายไร้สาย (WLAN) ทั่วโลก เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 53 ในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งมากกว่าปี พ.ศ. 2545 ถึง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายจะมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นร้อยละ 21 หรือ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2550 แม้ว่าราคาเฉลี่ยของอุปกรณ์จะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงร้อยละ 18 ต่อปีก็ตาม
แนวโน้มการเปลี่ยนคลื่นความถี่โทรทัศน์แบบอนาล็อกเพื่อนำมาให้ประมูลขายเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งเริ่มขึ้นแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาคณะกรรมการกลางสื่อสารโทรคมนาคมของอเมริกา (FCC)เตรียมโละคลื่นย่านความถี่ 700 เมกกะเฮิรตซ์ของทีวีแบบอนาล็อก เพื่อนำมาใช้เป็นคลื่นดิจิทัลสำหรับบริการสื่อเคลื่อนที่โดยจะมีการประมูลในเดือนมกราคมนี้ ทำให้บรรดายักษ์ สื่อสาร และยักษ์จากอุตสาหกรรม อื่นมากมายเปิดอภิมหาสงครามแย่งคลื่น กันอย่างดุเดือด บริษัทชื่อดัง ๆ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ยันบริษัทน้ำมันอาทิ บริษัท AT&T บริษัท Google ที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Apple และ Microsoft บริษัท Cablevision บริษัท Verizon Wireless บริษัท Metro PCS Wireless บริษัท Qualcomm บริษัท Chevron ทั้งหมดรวม 266 รายลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ นักวิเคราะห์ในอเมริกาฟันธงว่าตัวเต็งน่าจะเป็นบริษัท ที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้วโดยนาย Charles Golvin นักวิเคราะห์จาก Forrester Researchให้สัมภาษณ์ว่า AT&T และ Verizon Wireless มีสิทธิ์ลุ้นเพราะมีความพร้อม
ชลิต ลิมปนะเวช (2551)กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ผมเรียกว่า เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของ Digitalหรือยุคแห่งศตวรรษใหม่ ยุคใหม่นี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มอนุญาตให้เอกชนนำเอาระบบการติดต่อสื่อสารทาง Electronic หรือ E-mail และ Internet หรือ World Wide Web Technology มาใช้ในการสื่อสารทางธุรกิจตั้งแต่ปี 1994 ทำให้ระบบการค้าของโลกเปลี่ยนแปลงไปทันที
 
อาเซียนกับการเปลี่ยนระบบโทรทัศน์
ประเทศสมาชิกต่างๆในกลุ่มอาเซียนได้จัดให้มีการประชุมAsian Digital Broadcast (ADB)เพื่อหารือกันหลายครั้งในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาจนกระทั่งได้มีมติเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อพัฒนา Digital Terrestrial Broadcasting ในกลุ่มประเทศอาเซียนในคราวประชุม Ninth Conference of the ASEAN Ministers Responsible for Information (การประชุม AMRI ครั้งที่ 9)เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2007ณ กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียโดยประเด็นหลักของการประชุม ได้แก่ การหารือความร่วมมือด้านการกระจายเสียงและภาพระบบดิจิทัล (ASEAN Digital Broadcasting Cooperation)ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนสู่การกระจายเสียงและภาพระบบดิจิทัลสำหรับภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม โดยใช้ระบบDVB-Tเป็นระบบมาตรฐานดิจิทัลของอาเซียน และรับทราบกำหนดวันหยุดออกอากาศด้วยระบบอนาล็อก ในปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) และการหารือความร่วมมือระหว่างอาเซียน-จีน-ญี่ปุ่น โดยในส่วนของจีนตกลงที่จะประสานความร่วมมือด้านสารสนเทศและสื่อสารมวลชน โดยเน้นที่การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข่าวและรายการโทรทัศน์ การจัดตั้งเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารอาเซียน-จีน โดยจะเร่งพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและสื่อสารมวลชนระหว่างทั้งสองฝ่าย และจะได้มีการลงนามกันต่อไป สำหรับญี่ปุ่นตกลงที่จะขยายความร่วมมือในด้านการพัฒนาสื่อ การส่งกระจายเสียงและภาพระบบดิจิทัล การส่งกระจายเสียงแบบเตือนภัย และเหตุฉุกเฉิน เน้นที่การพัฒนาบุคลากรและเทคนิค
โดยจะมีการดำเนินงานแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมของการเปลี่ยนแปลงระบบกระจายเสียงและภาพของอาเซียน ต่อมากลุ่มประเทศสมาชิกต่างๆของอาเซียนได้จัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน ครั้งที่10ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2552 ว่า ไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ร่วมเสนอแนวคิดแนวทางในการประชุมมาโดยตลอด ผลการประชุมที่นี่คือการร่วมมือกันต่อไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการสื่อสาร หรือการเปิดช่องทางให้ข่าวสารของอาเซียน ทั้งนี้ ที่ประชุมกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 เห็นร่วมกันว่า ควรจะนำเสนอความรู้เรื่องของอาเซียนให้ประชากรแต่ละประเทศรับทราบ ผ่านช่องทางของการสื่อสารที่แต่ละประเทศมีอยู่แล้ว และยังมีความร่วมมือเรื่องการเงินจัดตั้งกองทุน ซึ่งเบื้องต้นมีอยู่แล้ว 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียน ครั้งที่ 11 ประเทศมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพ
ซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียนครั้งนี้มีประเทศคู่เจรจา 3ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือ อาเซียนบวก 3 ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประชุมทำให้ได้รับทราบถึงท่าทีของทั้ง 3 ประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงทางด้านสื่อสารมวลชน โดยประเทศญี่ปุ่นได้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียนบวก 3 เรื่องการก้าวไปสู่โลกของดิจิทัลทีวี ซึ่งญี่ปุ่นเริ่มดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2003 และในวันที่ 24 กรกฎาคม 2011 ประเทศญี่ปุ่นก็จะมีทีวีระบบดิจิทัล ซึ่งทุกประเทศก็ให้ความสนใจเรื่องนี้ เพราะประเทศในอาเซียนตกลงกันว่าการจะก้าวสู้ยุคดิจิทัลทีวีไม่ควรจะช้ากว่าปี 2015
สำหรับประเทศไทยจะให้กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดสัมมนาครั้งใหญ่เรื่องระบบดิจิทัลทีวี เพื่อให้การมีการนำความถี่มาใช้อย่างคุ้มค่า มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารมีความหลากหลาย เข้าถึงประชาชนในเขตชนบทได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาเซียนบวก 3เห็นพ้องกันว่าจะร่วมกันเป็น "Voice of ASIA" เพื่อจะบอกกับคนทั่วโลกว่า อาเซียนคิดอย่างไรในเรื่องต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน
 
ประเทศไทยกับการตื่นตัว
ในส่วนของประเทศไทยได้มีการตื่นตัวของทั้งทางด้านผู้ผลิตและผู้บริโภค เช่น
-มิถุนายน พ.ศ.2550 บริษัท ชิน บรอดแบนด์ อินเตอร์เนต (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SBI บริษัทย่อยของ บมจ. ชินแซทเทลไลท์ เปิดเผยว่า จากการสรุปยอดขายของบริษัทฯ เมื่อปลายปีพ.ศ.2550 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถจัดจำหน่ายจาน DTV พร้อมอุปกรณ์รับสัญญาณไปแล้วมากกว่า 100,000 ชุดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนเตรียมความพร้อมสู่การก้าวสู่การพัฒนาสู่ระบบดิจิทัล ปรากฏการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ฟรีทีวีของไทยได้คมชัดทุกช่อง ด้วยจานดาวเทียมเค-ยูแบนด์ (แบบซื้อขาดไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน) ที่มีราคาที่ถูกที่สุดในท้องตลาดขณะนี้
-เมื่อวันที่ 23มิถุนายน พ.ศ.2551 ประเทศไทยได้เข้าร่วมประชุมในระดับ ASEAN ที่สิงคโปร์ ตกลงรายละเอียด อุปกรณ์ ระบบภาพ ที่จะใช้ในการแพร่ภาพ HDTV ในแถบ ASEAN เพื่อให้มีระบบที่สอดคล้องกัน และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่จะเกิดในอนาคต
-ในขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโทรทัศน์ฟรีทีวีของไทยก็เตรียมพร้อมที่จะก้าวสู่ระบบดิจิทัล เช่น เมื่อปลายปี พ.ศ.2550ช่อง 5 ลงทุนด้านการแพร่ภาพด้วยระบบดิจิทัลด้วยเงินลงทุน 70 ล้านบาท ในการพัฒนาอุปกรณ์(upgrade)ส่วนส่วนของห้องส่ง และห้องควบคุม โดยทดลองส่งสัญญาณ ด้วยระบบดิจิทัลในปี พ.ศ.2552 นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของ TheAsia-Pacific Broadcasting Unionโดยจะเริ่มใช้กับการถ่ายทอดผ่านระบบ IPTV (internet protocol television),การถ่ายทอดผ่านดาวเทียมและเคเบิลทีวี ในส่วนของผู้บริโภคเองมีการเตรียมพร้อมบ้างแล้วเพราะผู้บริโภคส่วนมากมีโทรทัศน์จอPlasma หรือจอ LCD กันแล้ว และรอเพียงการเปิดรับสัญญาณ นอกจากนี้ผู้บริโภคเองอยากทราบว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้อยู่หรือไม่ มีความคืบหน้าอย่างไร
ในส่วนของผู้รับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้ รัฐบาลไทยกำหนดให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 11คน เพื่อทำหน้าที่จัดสรรและกำกับคลื่นความถี่ โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดวิธีการสรรหา กสทช. 2 วิธี คือ
1.แบบคัดเลือกกันเองโดยให้องค์กรที่เกี่ยวข้องเสนอชื่อและคัดเลือกให้เหลือ 22 คน
2. ให้มีคณะกรรมการสรรหา จำนวน 15คน โดยมาจาก 5 ส่วน คือ ภาครัฐ องค์กรอิสระ ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน
โดยให้มีการเปิดรับสมัครบุคคลที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายจากนั้นคัดเลือกให้เหลือ 22คน โดยบุคคลที่ได้รับการสรรหาทั้ง 2 วิธีรวมแล้ว 44 คน เสนอบัญชีดังกล่าวไปให้วุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายธุรการ เป็นผู้เลือกให้เหลือ 11 คน เป็น กสทช. ทำหน้าที่ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยรัฐบาลเห็นความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะการให้มีองค์กร เพื่อกำกับดูแลคลื่นความถี่ เคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน และสื่อที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรองรับแผนแม่แบบของกฎบัตรอาเซียนตามที่ได้ประชุมกัน ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นโดยใช้ระยะเวลา 10 เดือน และจากนี้ไปจะเสนอเข้าสู่สภาให้ทันพิจารณาสมัยประชุมนี้ โดยได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหากผ่านสภา จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ช่วงเดือนเมษายน คาดว่า จะมีผลบังคับใช้กลางปี 2553 ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าว แม้จะมีเพียง 88 มาตรา แต่ก็มีความสลับซับซ้อน ในระหว่างการพิจารณาทางคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ องค์กรเอกชน หน่วยงานความมั่นคง ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ โดยได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาประมวลความคิดเห็นดังกล่าว รวมทั้งพูดคุยกับวุฒิสภา ทางนอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ ยังได้กำหนดให้มีแผนแม่บท การปรับเปลี่ยนคลื่นไปสู่คลื่นดิจิทัล ซึ่งเป็นไปตามกฎบัตรอาเซียน(ASEAN Charter) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นธรรมนูญของอาเซีย ที่ทุกประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินการ ภายในปี ค.ศ.2015 ด้วย
รศ.ดร.ลัญฉกร วุฒิสิทธิกุลกิจ(2552) ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาและจัดทำมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เปิดเผยในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องเรื่องมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัลว่า รัฐบาลควรจะดำเนินการสรรหาคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสช.หรือเดิมคือ กสทช.)ให้เร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ไปเป็นอย่างมาก เพราะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ไม่สามารถดำเนินการในกิจการดังกล่าวแทนได้ โดยเฉพาะการดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบโทรทัศน์จากอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัล ซึ่งในต่างประเทศเกือบทั่วโลกได้ใช้งานระบบดิจิทัลหมดแล้วเหลือแต่ประเทศไทยที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ดังนั้น กทช. จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อเตรียมการบางขั้นตอนล่วงหน้า หากสามารถแต่งตั้ง กสช.ได้ก็จะสามารถหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำต่อได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลานับหนึ่งใหม่แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะเสียโอกาสในการเข้าถึงโทรทัศน์ระบบดิจิทัลช้ากว่าประเทศอื่นๆแต่ก็ยังถือว่าไม่เลวร้ายเพราะผลของความล่าช้าทำให้ราคาอุปกรณ์ถูกลง มีระบบให้เลือกมากขึ้นและที่สำคัญเทคโนโลยีใหม่ MPEG 4มีความเสถียรมากขึ้นและราคาเริ่มถูกลง เทคโนโลยีสามารถทำให้มีช่องทีวีมากกว่า 40-60 ช่อง ในความถี่เดิมของประเทศไทย แต่ในแง่ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์จำกัดแค่ไม่กี่ช่อง รวมทั้งอุตสาหกรรมขาดการแข่งขันอย่างแท้จริงเพราะมีฟรีทีวีจำกัดอยู่ไม่กี่ช่อง สำหรับหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ที่ต้องดำเนินการในช่วงเวลา 3-4 เดือนข้างหน้าคือการเลือกระบบทีวีดิจิทัลที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด บนพื้นฐานด้านราคาอุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงเป็นระบบที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน เพราะระบบที่ใช้งานแพร่หลายย่อมมีความต้องการใช้งานอุปกรณ์สำหรับรองรับทีวีดิจิทัลจำนวนมากทำให้ราคาอุปกรณ์มีราคาต่ำซึ่งปัจจุบันทีวีดิจิทัลมีอยู่หลายระบบ ได้แก่ ระบบของอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และจากการศึกษาพบว่าเครื่องแปลงสัญญาณดิจิทัลเข้าสู่เครื่องรับโทรทัศน์ตามบ้านปัจจุบันราคาเริ่มต้นที่ 30 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 800 บาท
โดยในขณะนี้กำลังศึกษาว่าหากต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบทีวีดิจิทัล อย่างรวดเร็วรัฐบาลควรจะเข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเครื่องแปลงสัญญาณให้ประชาชนหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาในอเมริการัฐบาลจะแจกคูปองมูลค่า 40เหรียญให้ประชาชนไปแลกซื้อเครื่องดังกล่าวมาใช้งาน
รศ.ดร. ลัญฉกร กล่าวต่อว่า นอกจากหน้าที่ดังกล่าวแล้วคณะอนุกรรมการยังจะต้องดำเนินการกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์สำหรับรองรับระบบทีวีดิจิทัลในประเทศ โดยราคาจะต้องไม่สูงมากนักและเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ส่วนการดำเนินการในเชิงลึกเช่นการจัดสรรคลื่นใหม่หรือการดึงคลื่นเดิมมาจัดสรรใหม่นั้นคณะกรรมการชุดนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้โดยจะต้องรอให้กสช.มาเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาและจัดทำมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล(2552) ได้นำเสนอรายงานผลการศึกษา ในส่วนที่สอง ซึ่งเป็นส่วนบทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะระบบโทรทัศน์ดิจิทัล
สำหรับประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย บทวิเคราะห์แนวทางในการเลือกใช้มาตรฐานของเทคโนโลยีระบบวิทยุโทรทัศน์ดิจิทัลที่เหมาะสมกับประเทศไทย ข้อเสนอแนะในการจัดแผนความถี่วิทยุสำหรับระบบโทรทัศน์ดิจิทัล ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอนาล็อกไปสู่ดิจิทัล รวมถึงประโยชน์และผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น
จากผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยควรเลือกใช้มาตรฐาน DVBของยุโรป ซึ่งเป็นที่ยอมรับและมีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุด อีกทั้งยังสอดคล้องและเป็นไปตามข้อตกลงในที่ประชุมรัฐมนตรีสารสนเทศอาเซียนหรือ AMRI (ASEAN Ministers Responsible for Information) ที่มีมติสนับสนุนให้รับDVB-T เป็นมาตรฐานร่วมของอาเซียนสำหรับโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน
 
บทสรุปผู้บริหาร

ดิจิทัลทีวี เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของการดูทีวีในปัจจุบัน มีบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้น ได้ภาพเสียงชัดเจนขึ้น และมีการใช้งานช่องความถี่ได้คุ้มค่ามากขึ้น แต่แน่นอนว่าก็จะต้องมีการลงทุน ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการเองที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องมือในระบบการส่งสัญญาณภาพจากอนาลอกเป็นดิจิทัล และส่วนของผู้รับบริการที่จะต้องมีตัวอุปกรณ์เพิ่มเติม ที่สามารถทำการถอดรหัส(Decode)สัญญาณดิจิทัลที่ส่งมาได้ เรียกว่า Converter Box หรือ Set-top Box ก่อนที่จะเป็นภาพที่แสดงได้ด้วยทีวีการเปลี่ยนไปสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัล นอกจากจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบันเทิงและโทรคมนาคมดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้น ยังคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างสูงด้วย เพราะผู้ให้บริการแพร่ภาพโทรทัศน์จะต้องปรับเปลี่ยนระบบถ่ายทอดสัญญาณของตนใหม่หมดทั้งระบบ และผู้รับบริการก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องโทรทัศน์แบบดิจิทัล หรือติดตั้งอุปกรณ์ Set-Top Box เพิ่มเติมกับเครื่องโทรทัศน์แบบอนาลอกที่ใช้อยู่เดิม การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลจึงต้องการนโยบายระดับชาติ เพื่อเป็นกรอบแนวทางสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการต่างๆ ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายประเด็น อาทิ มาตรฐานทางเทคนิค การบริหารจัดการคลื่นความถี่ การวางแผนระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน (transition period) การกำกับดูแลการให้บริการ และการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
พัฒนาการของ Digital Broadcastingนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและยากที่ประเทศไทยจะหลบเลี่ยงได้ในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยควรมีการดำเนินงานในเชิงรุกโดยการเตรียมความพร้อมในประเด็นต่างๆ ควรมีการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดทำนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลสำหรับประเทศไทย เพื่อศึกษาผลกระทบของการปรับเปลี่ยนการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ด้วยระบบอนาลอกเป็นระบบดิจิทัลต่ออุตสาหกรรมวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคมและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการเตรียมความพร้อมในการกำหนดนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยต่อไป
 
Todorovic, Aleksandra Louis.Television technologydemystified. Burlington: Elsevier, 2006.
Grob, Bernard.Basic television and video system.5thed.Singapore: McGraw-Hill, 1984.
กรัลลา.เพรสตัน.เทคโนโลยีไร้สายทำงานอย่างไร.แปลโดย สุขสันต์ เรือนแก้ว.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,2548.
ประวัติย่อพ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
 
ปริญญาเอกวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคม
จาก State University System of Florida; Florida Atlantic University, USA
MS in EE (Telecommunications)จาก The George Washington University, USA
MS in EEจาก Georgia Institute of Technology, USA
จาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26, จปร. รุ่น 37)
มัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
 
จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคม อันดับที่ ๑ ด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง
ได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกจากEMI R&D LAB (Collaboration between Florida Atlantic University and Motorola, Inc.)
 
หลักสูตรการรบร่วมรบผสม(Joint and Combined Warfighting Course),National Defense University, Norfolk ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุนต่อต้านก่อการร้ายสากล (Counter Terrorism Fellowship Program) กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา
หลักสูตรStreamlining Government Through Outsourcing Courseโดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
ผู้ช่วยเลขานุการในคณะประสานงานการบริหารคลื่นความถี่เพื่อความมั่นคงของรัฐ ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)
บรรณาธิการวารสารInternational Journal of Telecommunications, Broadcasting, and Innovation Management
อาจารย์พิเศษภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
รองศาสตราจารย์American University of London (Internet Distance Learning University)
อาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต
 
ผู้บังคับหมวด กองพันทหารสื่อสารที่ ๑ รักษาพระองค์
ผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ปฏิบัติหน้าที่ใน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)
๒.ตำแหน่งกรรมการกำกับดูแล การดำเนินงานและโครงการ
อนุกรรมาธิการ ทรัพยากรน้ำ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสนช.
หัวหน้าโครงวิจัย การศึกษาความเป็นไปได้การจัดสร้างพื้นที่ทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าและสอบเทียบสายอากาศ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์(PTEC)สนับสนุนโครงการโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA)
ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหามาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของเกมส์คอมพิวเตอร์(ออนไลน์) ในสภาผู้แทนราษฎร
คณะทำงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย และกำหนดขอบเขตการจ้างที่ปรึกษาในการออกแบบและพัฒนาระบบงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
อนุกรรมการปรับปรุงระบบข้อมูลสารสนเทศ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
นักวิจัยVisiting Researcher, FAU EMI R&D LAB, Boca Raton, Florida, USA
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนา กระทรวงกลาโหม
Adjunct Professor, School of Information Technology, Southern Cross University, Australia
Adjunct Professor, University of Canberra, Australia (Cooperation with Narasuan University, Thailand)
 
วารสารวิจัยระดับนานาชาติ ๒๒ ฉบับ
ดร.ชุติเดช บุญโกสุมภ์. (ออนไลน์). (2007). วิวัฒนาการโทรทัศน์ในประเทศไทย กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี.สืบค้นจาก http://www.
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาและจัดทำมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล.(ออนไลน์). (2552).รายงานผลการศึกษาและจัดทำมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล.สืบค้นจาก http://www.ntc.or.th/uploadfiles
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. (ออนไลน์). (2547). สื่อ ดิจิทัลและเทคโนโลยี. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์.สืบค้นจากhttp://www.info.tdri.or.th/reports/
ร้อยละ 39 ของการส่งออกของเกาหลีใต้เป็นการส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
เรื่องน่ารู้และแนวโน้มของดิจิทัลโฮม วิดีโอ ดนตรี และภาพถ่ายในระบบดิจิทัล.(ออนไลน์). (2550). สืบค้นจาก : http://www.ryt9.com/s/prg/142547
บิสิเนสไทย.(2551). เจาะลึกโลกไร้สายปี 2008.(ออนไลน์). (2550). สืบค้นจาก: http://www. beenets.com/bee_link_wireless.html
ชลิต ลิมปนะเวช. (2551). ยุคของสื่อใหม่ (New Media) ในโลกดิจิทัล ภาค 1.(ออนไลน์). (2552). สืบค้นจาก : http://www.brandage.com/Modules/
อาเซียนเตรียมพัฒนาระบบดิจิทัลทีวี.(ออนไลน์). (2552). สืบค้นจาก : http://www.voicetv.co.th/ content/4910/ [22 มกราคม 2553]
 
ASTVผู้จัดการออนไลน์.(2552).(ออนไลน์). สืบค้นจาก : http://www.manager.co.th/
Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000114541 [22 มกราคม 2553]

พิมพ์อีเมล