ข่าว Update

ทีวีดิจิตอล กับ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์


ไทยโพสต์สัมภาษณ์ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์

"ไทยโพสต์" ได้รับเกียรติจาก "พ.อ.นที ศุกลรัตน์" รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. มาร่วมพูดคุย

เจาะประเด็นกรณีของทีวีดิจิตอล เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจกระบวนการการทำงานอย่างง่ายๆ ของทีวีดิจิตอลว่าเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรกับชีวิตของคนไทยบ้าง
ซึ่งเชื่อว่ากรณีนี้มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากกรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อประชากรผู้รับชมโทรทัศน์ทั่วประเทศเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลา เรามาเริ่มพูดคุยกับท่านประธาน กสท.เลยดีกว่าค่ะ

O อยากให้อธิบายให้ว่าทีวีดิจิตอลคืออะไร และแตกต่างจากเดิมอย่างไร

จริงๆ ประเทศไทยเรามีทีวี 3 ระบบ ระบบแรก คือ ทีวีที่เป็นภาคพื้นดิน ที่ประชาชนใช้หนวดกุ้งรับสัญญาณผ่านคลื่นวิทยุ อันที่ 2 คือ ทีวีที่เป็นระบบผ่านดาวเทียม อันที่ 3 ก็คือ เคเบิลทีวี ผ่านสายเคเบิล อย่างเช่นเคเบิลท้องถิ่น แต่อันที่เราพูดถึงคือทีวีที่เป็นภาคพื้นดิน ส่วนทีวีดาวเทียมหรือเคเบิลนั้น เป็นเหมือนกับพรีเมียมเซอร์วิส ก็คือถ้าอยากดูก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะฉะนั้นทีวีภาคพื้นดินเป็นกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งการใช้คลื่นความถี่ก็คือ ต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ จึงจะสามารถประกอบกิจการได้ แต่ในขณะที่ทีวีดาวเทียมหรือเคเบิลทีวีนั้น ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ทีวีภาคพื้นดินวิวัฒนาการมันก็เป็นไปตามลำดับ จากทีวีขาวดำ ก็เปลี่ยนเป็นทีวีสี ตอนนี้ทีวีสีก็กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นทีวีดิจิตอล สิ่งที่แตกต่างระหว่างทีวีดิจิตอลกับทีวีสีคืออะไร ก็คือวิธีการส่งสัญญาณจะเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากการส่งสัญญาณแบบเดิมที่เรียกว่าอนาล็อก (Analog) มาสู่ระบบการส่งสัญญาณที่เรียกว่าดิจิตอล ระบบอนาล็อกกับระบบดิจิตอลต่างกันอย่างไร ง่ายนิดเดียว คือระบบอนาล็อกมีอะไรก็ส่งมันไปอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นระบบดิจิตอล อะไรก็ตามที่จะส่งสัญญาณออกไป จะถูกนำไปเข้ารหัส 0101 ก่อนถึงจะส่งออกไปได้ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการส่งด้วยระบบสัญญาณอนาล็อก เวลาที่มันถูกบิดเบี้ยว ก็จะกลายมาเป็นสัญญาณที่บิดเบี้ยวในเครื่องรับ แต่ถ้าเราเปลี่ยนทุกอย่างมาให้เป็นแบบ 0101 โอกาสก็จะมีแค่ 2 อย่าง คือรับเป็น 0 หรือรับเป็น 1 ถ้ามันได้รับเป็น 0.8 ที่เครื่องรับมันก็จะตัดสินใจทันทีว่าคือ 1 ถ้าได้รับที่ 0.2 เครื่องรับก็จะตัดสินใจทันทีว่าคือ 0 เพราะฉะนั้นโอกาสที่สัญญาณที่ได้รับจะคมชัดเหมือนสัญญาณที่ส่งนั้นจะมีโอกาสสูง ทีนี้กระบวนการที่จะเปลี่ยน พอเปลี่ยนเครื่องส่งจากระบบ อนาล็อก มาสู่การส่งสัญญาณแบบระบบดิจิตอล พอเครื่องส่งเปลี่ยน เครื่องรับก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งวิธีการนี้มันมีมานานแล้ว วิธีการและตัวอย่างที่เราเห็นกันได้อย่างชัดเจนคือ การเปลี่ยนโทรทัศน์จากจอขาวดำ เป็นโทรทัศน์จอสี ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งไม่ค่อยกระทบกับสังคมมาก เพราะตอนนั้นบ้านคนที่มีทีวีอาจจะน้อย แต่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนก็จะเป็นลักษณะคล้ายๆ กัน ถ้าตอนนั้นเรายังจำกันได้ก็จะเห็นว่าทีวีขาวดำก็ยังคงอยู่ ยังได้รับสัญญาณได้เป็นปกติ แล้วโทรทัศน์สีก็เริ่มขายในท้องตลาด แพงกว่าจอขาวดำ 2-3 เท่าด้วยซ้ำไป แต่ว่าคนก็จะเริ่มซื้อทีวีสีแล้ว ไม่ซื้อจอขาวดำ เพราะถ้าซื้อจอขาวดำมันก็รับได้แค่ขาวดำ ไม่คมชัดเหมือนทีวีสี สุดท้ายทีวีขาวดำก็เริ่มหายออกไปจากท้องตลาด เหลือเฉพาะทีวีสี ผมว่าคนไทยเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายุติการออกอากาศทีขาวดำเมื่อไหร่
O หากเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลแล้ว ทีวีอนาล็อกยังรับชมรายการได้เหมือนเดิมหรือไม่?
ในกรณีของทีวีดิจิตอลก็เหมือนกัน ตอนนี้เรามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ดูโทรทัศน์ผ่านภาคพื้นดิน ที่กำลังจะเปลี่ยนไปก็คือ ระบบอนาล็อก จะยังคงส่งสัญญาณไปตามปกติระยะเวลาหนึ่ง ไม่แน่ใจว่า 3-5 ปี หรือ 7-8 ปี เนื่องจากเราต้องดูว่าคนที่เปลี่ยนไปรับระบบสัญญาณดิจิตอลมันจะเริ่มต้นขึ้นได้รวดเร็วขนาดไหน หลังจากนั้นเราค่อยตัดสินใจเชิงนโยบาย ในเบื้องต้นก็คือ อนาล็อกก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่กระทบใดๆ ทั้งสิ้น ระบบดิจิตอลจะเริ่มขึ้น ต่อไปคนก็จะเลือกซื้อทีวีดิจิตอล มันก็จะเหมือนคราวทีวีขาวดำนั่นแหละ ซึ่งปัจจุบันเครื่องรับอนาล็อกกับเครื่องรับดิจิตอลราคาเท่ากัน เพราะมันต่างกันแค่เพียงส่วนภาครับที่เรียกว่าจูนเนอร์เท่านั้นเอง ซึ่งจูนเนอร์จะมีมูลค่าประมาณ 5-10% ของราคาเครื่องทั้งหมด เพราะว่าวิธีการหรือกระบวนการทุกอย่างคือมันเป็นดิจิตอลหมดแล้ว ผมถามผู้ประกอบการหลายรายแล้วมีความเห็นตรงกันว่าราคาจูนเนอร์ที่เป็นอนาล็อก กับดิจิตอลมีราคาเท่ากัน เพราะฉะนั้นประชาชนจะไม่มีความรู้สึกแตกต่างกันด้วยซ้ำว่าซื้อทีวีดิจิตอลแล้วจะแพงกว่าแบบอนาล็อก สิ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศก็คือ จะต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าระบบดิจิตอลคือ การนำเอาระบบอนาล็อกที่ยกมาไว้ในระบบดิจิตอล แล้วบวกคุณค่าเพิ่มเติมเข้าไป ทำให้คนมีความรู้สึกว่า ถ้าเปลี่ยนมารับระบบสัญญาณดิจิตอลแล้ว เขาจะมีอะไรเพิ่มเติมอีกเยอะ แล้วถามว่าคนที่มีทีวีอนาล็อกเครื่องเดิมนั้น ถ้าเกิดว่าเขาจะต้องการรับระบบสัญญาณดิจิตอลด้วย ต้องเปลี่ยนเครื่องรับทีวีหรือเปล่า อย่างที่บอกไปแล้วว่าทีวีอนาล็อกกับทีวีดิจิตอลแตกต่างกันแค่ตัวรับสัญญาณเท่านั้นเอง มันก็มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่เป็นเครื่องรับดิจิตอลที่สามารถรับสัญญาณได้ เรียกว่า Set Top Box กล่องตัวนี้จะทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตอลแล้วนำระบบกลับเข้าสู่เครื่องทีวีอนาล็อก เครื่องเดิม เพราะฉะนั้นแทนที่จะเปลี่ยนทีวี ก็จะมาใช้ตัว Set Top Box แทน เพราะฉะนั้นทีวีที่ประชาชนใช้อยู่ทุกวันนี้ยังคงสามารถรับสัญญาณระบบดิจิตอลได้ เพียงแค่มีกล่องนี้เท่านั้น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ 80-90% ทั่วโลกได้ดำเนินการไปแล้ว ทุกประเทศก็มีวิธีการเหมือนๆ กัน ประชาชนก็มีภาระที่จะต้องหาซื้อกล่อง Set Top Box หลายๆ ประเทศก็มีกระบวนการที่จะลดภาระประชาชน หนึ่งคือแจกกล่อง Set Top Box ไปเลย สองคือแจกสิ่งที่เรียกว่าคูปองเงินสด เพื่อที่จะให้ประชาชนนำไปเป็นส่วนลดในการซื้อกล่อง สิ่งที่ กสท.ได้พิจารณาแล้ว ก็คือเราเลือกวิธีที่สอง เพราะเป็นวิธีที่ไม่แทรกแซงตลาด คือการที่เราออกแค่คูปองเงินสดไป ผู้ประกอบการที่ขายอยู่ในตลาดหลายยี่ห้อนั้นเขาก็ยังขายอยู่เหมือนเดิม กระบวนการในการซ่อมบำรุงก็เหมือนเดิม การรับประกันก็ยังคงเหมือนเดิม คนก็สามารถหาซื้อกล่องได้ตั้งแต่มาตรฐานปกติจนถึงระดับสูง บางคนซื้อกล่องราคา 600 บาท บางคนอาจจะอยากซื้อแบบที่มีความสามารถมากกว่านั้น อยากได้แบบที่มีบอร์ดแบรนด์เข้าได้ มี Wi-Fi ด้วย อัดรายการที่ชื่นชอบได้ คุณก็เพิ่มเงินไป หรือคุณจะไปซื้อทีวีที่มันรับระบบดิจิตอลเลยก็ได้ คุณก็เพิ่มเงินไปก็เท่านั้นเอง กระบวนการระบบดิจิตอลก็จะเริ่มขึ้นตามลำดับ หลังจากนั้น กสทช.เองก็จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่าพื้นที่นี้รับสัญญาณระบบดิจิตอลได้แล้ว จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาสนใจรับชมทีวีดิจิตอลกันมากขึ้น

O จะมีปัญหาหรือส่งผลกระทบถึงทีวีดาวเทียมหรือทีวีเคเบิลหรือไม่?

ไม่เดือดร้อนแน่นอน ท่านก็อยู่ตามปกติของท่าน เพราะว่าทีวีดิจิตอลช่องใหม่ทั้งหมด จะถูกประกาศให้เป็นฟรีทีวี ฟรีทีวีเหล่านี้จะถูกนำโดยแพลตฟอร์มของดาวเทียม และเคเบิลทีวี ไปสู่ท่าน ท่านก็จะมีช่องเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ซึ่งฟรีทีวีเดิมก็จะไปอยู่ที่ทีวีดิจิตอลด้วย จะถูกส่งผ่านระบบดาวเทียม เหมือนที่เคเบิลทีวีหรือทีวีดาวเทียมสามารถดูช่อง 3, 5, 7, 9 หรือฟรีทีวีอื่นๆ ได้ ก็จะเป็นลักษณะเหมือนๆ กัน

O กระบวนการที่เจ้าของสถานีต้องปฏิบัติ และ กสทช.จะดำเนินการอย่างไร

ปัจจุบันสถานีส่วนใหญ่กระบวนการเป็นดิจิตอลหมดแล้ว เว้นแต่เรื่องออกอากาศ ในส่วนของผู้ประกอบกิจการจะมีอยู่ 2-3 พวก คือหนึ่งคนที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้ประกอบกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายเดิม สองคือผู้ที่ทำช่องทีวี อันนั้นก็จะเป็นทั้งรายเดิมและรายใหม่ เขาก็จะสามารถเข้ามาดำเนินการตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบกิจการทั้งหลายก็ต้องเตรียมตัวตามกำหนดเวลา ก็จะมีการออกใบอนุญาตช่องสาธารณะ หน่วยงานต่างๆ ก็จะมาขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาตช่องธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องเข้ามาประมูลคลื่นความถี่ เพื่อที่จะให้บริการ และการออกใบอนุญาตที่เรียกว่าบริการชุมชน ซึ่งนั่นจะเป็นทีวีชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ก็จะเป็นไปตามลำดับเวลา

O คุณภาพรายการทีวี จะมีการควบคุมเหมือนทีวียุค อนาล็อกหรือไม่?

คุณภาพรายการก็จะเป็นเรื่องของการกำกับดูแล เกิดจากระบบใบอนุญาต พูดง่ายๆ ก็คือว่าทีวีอนาล็อก ถูกกำกับอย่างไร ทีวีดิจิตอลก็ถูกกำกับอย่างนั้น และผมคิดว่าพอมีช่องทีวีเพิ่มขึ้น การกำกับดูแลก็น่าที่จะมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเพิ่มขึ้น กสทช.ก็มีโครงข่ายผู้บริโภคคอยรับเรื่องร้องเรียน และมีหน้าที่คอยสอดส่องดูแลตรงนี้อยู่แล้ว หรือถ้าประชาชนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามาได้

O เมื่อระบบอนาล็อกหมดสัมปทาน จะต้องคืนคลื่นไปที่ไหน แล้วคลื่นที่คืนมานั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

กฎหมายกำหนดว่าใครก็ตามที่เป็นช่องทีวีอนาล็อก เมื่อหมดสัญญาสัมปทานแล้ว ต้องยุติการดำเนินการ แต่คลื่นก็สามารถนำไปทำอย่างอื่นก็ได้ ที่ค่อนข้างชัดเจนทางกฎหมายและแนวทางของ ITU ที่จะเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิตอลทีวี คือต้องการคลื่นความถี่โทรทัศน์เดิม ไปใช้ในกิจการอื่นด้วย โดยต้องคืนคลื่นดังกล่าวมาที่ กสทช. ซึ่งคลื่นดังกล่าวอาจจะเปลี่ยนมาเป็นทีวีประเภทอื่น หรือกิจการอื่นๆ ก็ได้

O ประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไร ในการจะเข้าสู่ระบบเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อก สู่ดิจิตอล?

ประชาชนยังไม่ต้องเตรียมตัวอะไร รอให้ระบบดิจิตอลเริ่มขึ้น ถ้าท่านสนใจระรับชมในระบบดิจิตอลต้องทำอย่างไร ก็เพียงแค่ซื้อ Set Top Box หรือทีวีที่รองรับดิจิตอลแค่นั้นเอง จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงระบบทีวี เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย เพียงแต่ตอนนั้นที่มีการเปลี่ยนจากทีวีขาวดำ เป็นทีวีสี วิวัฒนาการไม่ได้ก้าวล้ำเหมือนสมัยนี้ ซึ่งสมัยนี้ข่าวสารส่งถึงกันอย่างรวดเร็ว จริงบ้างไม่จริงบ้าง ทำให้มีความวิตกกังวลและเข้าใจกันคลาดเคลื่อนเท่านั้นเอง ณ เวลานี้ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ทำได้เพียงแต่รอเวลาที่กระบวนการต่างๆ จะเสร็จสิ้น เพื่อที่จะได้รับชมทีวีดิจิตอลที่เขาว่ามันชัดนักชัดหนา ดูว่าจะสมกับที่รอคอยหรือไม่ กระบวนการจะเสร็จเมื่อไหร่ หรือว่าจะต้องรอนานเหมือนกรณีการประมูลคลื่นความถี่ 3G ก็คงต้องจับตารอดูกันต่อไป ซึ่งคาดว่าคงไม่นานเกินรอแน่นอน.

- See more at: http://www.thaipost.net/news/180213/69702#sthash.EuIpqCs3.dpuf


ผู้ที่รู้ เข้าใจ และ วางแผนเรื่อง ทีวีดิจิตอล ของเมืองไทยอย่างแท้จริงครับ นั่นคือ ท่านพันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทั้งเก่ง และ ทำงานตรงไปตรงมาท่านนึงของเมืองไทย ท่านเป็น รองประธาน กสทช.
ประวัติของ พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์


ท่านเป็นผู้จัดทำเว็บไซต์http://www.Drnatee.com

สวัสดีครับผม พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ขอต้อนรับสู่เว็บไซต์ www.drnatee.com จุดประสงค์ของเว็บไซต์นี้ก็เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ Digital TV, Digital Radio, และ Telecommunications ผมหวังว่าเว็บไซต์นี้ จะช่วยให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้ดีขึ้น ผมยังหวังว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น จะทำให้ทุกท่านมีความตื่นตัวในการใช้เทคโนโลยีล่าสุดที่กำลังจะมีขึ้นในประเทศไทยของเรา หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือข้อติชมประการใดเกี่ยวกับเว็บไซต์ของผม สามารถติดต่อกับผมได้ทางอีเมล์( This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.) หรือทาง twitter และ facebook ...ผมยินดีรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ และขอขอบคุณผู้สนใจทุกท่านครับ...

ดร. นที ศุกลรัตน์

ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป SUNDAY, 10 FEBRUARY 2013 14:13
ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป
นับตั้งแต่โทรทัศน์เข้ามาในประเทศไทยเมื่อเกือบ 60 ปี ที่ผ่านมาการรับชมโทรทัศน์ของประเทศไทย มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเดิมทีคนไทยเรานั้นสามารถรับชมโทรทัศน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการรับชมแต่ประการใด เพียงแค่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ และเสาอากาศ (เสาก้างปลา หรือหนวดกุ้ง) มาต่อกับโทรทัศน์ ก็สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้
โดยปัจจุบันประเทศไทยมีช่องรายการที่สามารถรับชมด้วยช่องทางดังกล่าวอยู่ 6 ช่องรายการ คือ ช่อง3 ช่อง5 ช่อง7 อสมท (หรือช่อง 9) ช่อง 11 และ TPBS ซึ่งทั้ง 6 ช่องรายการนี้ คือบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป หรือเราเรียกกันอย่างติดปากว่า "ฟรีทีวี" (Free TV)
อย่างใดก็ตาม ความต้องการความหลากหลายของช่องรายการของประชาชนคนไทย ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ เริ่มมีการจัดหาช่องรายการเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นช่องรายการเพลง ช่องรายการภาพยนตร์ ช่องรายการการ์ตูน โดยการให้บริการดังกล่าวนั้น ประชาชนที่ต้องการจะรับชมช่องรายการเหล่านั้น จำเป็นต้องติดต่อกับผู้ประกอบการเพื่อสมัครสมาชิก รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรับชมช่องรายการเฉพาะเหล่านั้นได้ ซึ่งช่องทางในการรับชมช่องทางนี้ เราเรียกว่าบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก
นอกจากสมาชิกจะสามารถรับชมช่องรายการเฉพาะดังกล่าวแล้ว ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกก็จะนำช่องรายการ ฟรีทีวีมาออกอากาศให้ด้วย
ความแตกต่างของฟรีทีวีกับบริการโทรทัศน์ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก คือ ฟรีทีวีนั้นใช้คลื่นความถี่วิทยุที่เป็นทรัพยากรของชาติในการส่งช่องรายการไปยังผู้ชม ส่วนบริการโทรทัศน์ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกนั้นใช้ระบบสายเคเบิ้ล หรือระบบดาวเทียม ในการส่งช่องรายการไปยังผู้ชม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป จึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีโอกาสในการรับชมช่องรายการของตนเอง ที่ใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ที่เป็นของคนไทยทุกคน
เป้าหมายสำคัญของประกาศฉบับ นี้ก็เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่า ไม่ว่าจะรับชมฟรีทีวีด้วยระบบอะไรก็ตามก็สามารถที่จะรับชมได้ กำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์โดยสรุปดังนี้
1. ผู้ให้บริการฟรีทีวี ต้องให้บริการโดยทั่วถึง โดยมีเนื้อหาเดียวกัน กรณีผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้สมาชิกได้รับบริการฟรีทีวีโดยตรงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเป็นเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการ หรือเนื้อหารายการด้วย
2. ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก มีหน้าที่ต้องให้สมาชิกได้รับบริการฟรีทีวีได้โดยตรง อย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการ หรือเนื้อหารายการ
ดังนั้นประกาศฉบับนี้จึงเป็นหลักประกันได้ว่ าไม่ว่าประชาชนคนไทยจะรับชมช่องรายการฟรีทีวีผ่านเทคโนโลยี อุปกรณ์ หรือช่องทางใดๆ สามารถที่จะรับชมฟรีทีวีได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

บอร์ดกระจายเสียง/กสทช. มุ่งนำประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล SUNDAY, 10 FEBRUARY 2013 14:13
บอร์ดกระจายเสียง/กสทช. มุ่งนำประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้ กสทช. มีหน้าที่ จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ร่างแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่
ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนไปสู่ระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ให้มีการเริ่มต้นการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ภายใน 4 ปี ในการประชุมบอร์ดกระจายเสียง/กสทช. ครั้งที่ 7/2555 มีมติกำหนดเป้าหมายว่า หลังจากการประกาศใช้แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในต้นปี 2555 แล้ว จะดำเนินการให้สามารถเริ่มต้นออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลภายในปลายปี 2555

โดยในช่วงปี 2555-2559 มีแผนการปรับเปลี่ยนดังนี้
ปี 2555 – 2559 Analog Switch –Off
กระบวนการออกใบอนุญาต Digital TV ช่วงที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 - ธันวาคม 2556
กระบวนการออกใบอนุญาต Mobile TV มิถุนายน 2556 - มิถุนายน 2557
กระบวนการออกใบอนุญาต Digital TV ช่วงที่ 2 มิถุนายน 2557 - ธันวาคม 2558
เริ่มกระบวนการ Analog Switch- Off (ASO) เริ่มมกราคม 2558

ทั้งนี้ มีเป้าหมายในสองปีแรก (ปี 2555 – 2556) ดังนี้
เริ่มต้นทำแผนการปรับเปลี่ยนฯ สู่ระบบดิจิตอล กุมภาพันธ์ 2555
ออกใบอนุญาตฯ โครงสร้างพื้นฐาน, โครงข่าย สิงหาคม 2555
ออกใบอนุญาตฯ กิจการบริการสาธารณะ ธันวาคม 2555
ออกใบอนุญาตฯ กิจการทางธุรกิจ สิงหาคม 2556
ออกใบอนุญาตฯ กิจการบริการชุมชน ธันวาคม 2556

หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง

จากการที่ กสทช. ประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. 2555 ลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 เล่ม 129 ตอนพิเศษ 144 ง มีผลบังคับใช้ วันที่ 20 กันยายน 2555 ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนต้องยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภายใน 120 วันนับจากวันที่มีผลบังคับใช้ ตามราชกิจจานุเบกษา
การรับคำขอเพื่อเป็นผู้ทดลองประกอบกิจการกระจายเสียง จะเปิดรับเอกสารตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2555 ไปจนถึงวันที่ 17 มกราคม 2556ซึ่งการอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียงมีระยะเวลา 1 ปี
โดยจะแบ่งผู้ประกอบกิจการวิทยุออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทวิทยุชุมชน
2. ประเภทวิทยุสาธารณะ
3. ประเภทวิทยุธุรกิจ

*** ประเภทที่ 1 ต้องมีผู้ที่ยื่นขอรับใบอนุญาต และไม่มีโฆษณาหรือหารายได้***
*** ประเภทที่ 2 และ 3 จะต้องมีลักษณะเป็นนิติบุคคลที่แสวงหากำไรทางธุรกิจได้***

การให้ใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการจะทำให้ผู้ประกอบกิจการได้เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ระบบการให้ใบอนุญาต ซึ่งจะออกในต้นปี 2557 ผู้ประกอบกิจการทุกรายในทั้ง 3 ประเภท ต้องใช้เสาสัญญาณส่งสูงไม่เกิน 60 เมตร และกำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ รัศมีครอบคลุม 20 กิโลเมตร ระหว่างที่อยู่ในช่วงทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กสท.จะมีการตรวจสอบเครื่องส่งวิทยุ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบทางเทคนิคและอบรมบุคลากรด้านผู้ประกาศในระดับพื้นฐาน
อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ทำให้ยังไม่สามารถออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงได้ คือ จำนวนผู้ประกอบกิจการมีจำนวนมากกว่าจำนวนคลื่นความถี่ที่มี ประมาณ 5-6 เท่า
สำนักงาน กสทช. จัดให้มีการรับเอกสารคำขอทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงใน 4 ภูมิภาค ดังนี้
1. วันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2555 ที่ จังหวัดขอนแก่น
2. วันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2555 ที่ จังหวัดเชียงใหม่
3. วันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2555 ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
4. วันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2555 ที่ กรุงเทพมหานคร

ผู้ประกอบกิจการสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีวิทยุกระจายเสียง พร้อมสถานภาพ ก่อนยื่นคำขอทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงได้ที่ www.nbtc.go.th

พิมพ์อีเมล